
ค้าปลีกระยองเดือด แหลมทองรุกปรับรับมือ
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
หลังจากเปิดให้บริการศูนย์การค้าแหลมทองมานานถึง 18 ปี วันนี้เมื่อสมรภูมิรบของธุรกิจค้าปลีกในพื้นที่ดุเดือดขึ้น จากการเข้ามาปักธงท้ารบของค้าปลีกรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเทสโก้ โลตัส บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ แม็คโคร โฮมโปร และล่าสุดคือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง ทำให้ศูนย์การค้าแหลมทอง ระยอง ต้องลุกขึ้นมาวางยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรับมือการแข่งขัน
ปัทมาพร นกหงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หงษา แอสเซทผู้บริหารศูนย์การค้าแหลมทอง ระยอง กล่าวว่า หลังจากเปิดให้บริการมานาน 18 ปี และได้ปรับโฉมครั้งใหญ่ไปเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดได้ตัดสินใจทุ่มงบ 600 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงพื้นที่ 1.9 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) ภายในศูนย์การค้าแหลมทองใหม่ พร้อมปรับชื่อเป็น แพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง เพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และยกระดับระยองให้เป็นจุดหมายแห่งไลฟ์สไตล์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของภาคตะวันออก
ขณะเดียวกัน ยังถือเป็นโมเดลค้าปลีกรูปแบบใหม่ นั่นคือ การปรับจากดีพาร์ตเมนต์สโตร์ และพลาซา ที่มีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน มาเป็นช็อปปิ้งเดสติเนชั่น ที่มีการผสมผสานกันระหว่างผู้เช่ารายใหญ่ ผู้เช่ารายย่อย ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนึ่ง Passione Vogue โซนแห่งโลกแฟชั่นสำหรับสุภาพสตรี ชั้นสอง Passione Explore โซนสินค้าสำหรับสุภาพบุรุษ และชั้นสาม Passione Inspire ศูนย์อาหารที่มาพร้อมกับบรรยากาศแห่งความสนุกสนานสำหรับครอบครัว
สำหรับโฉมใหม่ดังกล่าว คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในเดือน ส.ค.นี้ และคาดว่าจะส่งผลให้มีผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10-20% จากปกติมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในวันธรรมดา 4 หมื่นคน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เพิ่มขึ้นเป็น 5.5 หมื่นคน และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว
ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก จ.ระยอง จากการที่มีคู่แข่งเข้าไปเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นนั้น ปัทมาพร กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะระยองเป็นจังหวัดใหญ่ เมื่อมีค้าปลีกรายใหม่เข้ามาจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าออกมาจับจ่ายเพิ่มขึ้น มากกว่าจะมองว่าเป็นการแข่งขันกัน เพราะแต่ละรายจับกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันอยู่แล้ว
“การปรับโฉมครั้งนี้เราไม่ได้มุ่งแข่งขันกับใคร แต่เป็นการแข่งกับตัวเองและปรับตัวเองให้สามารถตอบสนองลูกค้าให้ได้มากที่สุด”
นอกจากการปรับโฉมธุรกิจค้าปลีกแล้ว บริษัทยังได้ขยายขาธุรกิจใหม่ไปสู่ธุรกิจโรงแรมเป็นครั้งแรก โดยจัดตั้งบริษัท เฟซิลิตี้ เอสเซท ขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ เริ่มจากการลงทุน 2,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์ สวีท ระยอง ซิตี้ เซ็นเตอร์ ขึ้น พร้อมว่าจ้างกลุ่มอินเตอร์คอนติเนนทัล โฮเทลส์ เชนธุรกิจโรงแรมระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ที่มีโรงแรมในเครือทั้งหมดกว่า 4,600 แห่งทั่วโลก เข้ามาบริหาร
การขยายธุรกิจโรงแรมครั้งนี้ ถือเป็นธุรกิจที่มีความชำนาญมาจากการช่วยธุรกิจครอบครัวที่ทำค้าปลีกและโรงแรมมาตลอด จึงนำมาพัฒนาธุรกิจของตัวเอง เพราะเห็นศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของ จ.ระยอง
ทั้งนี้ โรงแรมดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่ 4 ไร่ ติดศูนย์การค้าแหลมทอง มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 39,655 ตารางเมตร จำนวน 32 ชั้น ห้องพัก 288 ห้อง โดยจะมีทั้งห้องขนาด 32 ตร.ม. สำหรับลูกค้าทั่วไป ราคาคืนละ 2,000 บาท และมีห้องพักสำหรับผู้เข้าพักระยะยาวขนาด 64 ตร.ม. ราคาเดือนละ 6-7 หมื่นบาท ขณะนี้ก่อสร้างแล้วกว่า 30% ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือน ต.ค. 2559
หลังจากพร้อมเปิดให้บริการทั้งศูนย์การค้าและโรงแรม คาดว่าจะส่งผลให้รายได้บริษัทเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท ในปี 2560 จากปีนี้คาดการณ์รายได้ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เท่าปี 2557 ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ได้ลงทุน 3,200 ล้านบาท ผุดศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง โดยเปิดให้บริการเมื่อเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา
การเข้ามาของคู่แข่งรายใหญ่อย่างเซ็นทรัล ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลให้รายเดิมในพื้นที่ที่เคยครองความเป็นผู้นำต้องปรับตัวรับมือ แต่กลยุทธ์สำคัญที่จะช่วงชิงลูกค้าได้น่าจะอยู่ที่สินค้าและบริการของใครจะตรงใจมากกว่ากัน







