posttoday
18 ปีลอยตัวค่าบาท ทุนสำรองฯแกร่งแต่หนี้ท่วม

18 ปีลอยตัวค่าบาท ทุนสำรองฯแกร่งแต่หนี้ท่วม

01 กรกฎาคม 2558

วันที่ 2 ก.ค. 2558 นี้ จะครบรอบ 18 ปี ของการลอยตัวค่าเงินบาทของไทย เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 นอกจากเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดปฏิรูปภาคการเงินของไทยในมิติต่างๆ แล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังพบว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเทียบกับ 18 ปีที่ผ่านมา มี “ความเหมือน” หลายประการที่ต้องจับตา เพราะอาจนำไปสู่สัญญาณความเปราะบางในอนาคตได้

วันที่ 2 ก.ค. 2558 นี้ จะครบรอบ 18 ปี ของการลอยตัวค่าเงินบาทของไทย เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 นอกจากเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดปฏิรูปภาคการเงินของไทยในมิติต่างๆ แล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังพบว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเทียบกับ 18 ปีที่ผ่านมา มี “ความเหมือน” หลายประการที่ต้องจับตา เพราะอาจนำไปสู่สัญญาณความเปราะบางในอนาคตได้

ประการแรก คือ การก่อหนี้ของภาคเอกชนและรัฐกลับมามีทิศทางเพิ่มขึ้น จนมีระดับสูงกว่าก่อนวิกฤตปี 2540 แล้ว โดยในปี 2557 การกู้ยืมของทั้งรัฐบาล ครัวเรือน และธุรกิจ มีสัดส่วนที่ 181% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เทียบกับช่วงวิกฤตในปี 2542 ที่อยู่ในระดับ 162.8% หนี้ที่เพิ่มสูงในปัจจุบัน เป็นผลจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2551-2552 และเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงในปี 2554 ทำให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การขาดดุลทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และการออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาทิ นโยบายรถคันแรก และบ้านหลังแรก ทำให้หนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น

ประการที่สอง ระดับการออมของประเทศลดต่ำลง จากการก่อหนี้ของระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยอัตราการออมของประเทศที่รวมทั้งการออมของภาครัฐ ธุรกิจ และครัวเรือน ลดต่ำลงเหลือเพียง 17% ของจีดีพี ในปี 2556 แม้จะยังอยู่สูงกว่าจุดต่ำสุดที่ 26.2% ในปี 2545 แต่แนวโน้มที่ลดลงนับจากปี 2550 เป็นต้นมา ชี้ถึงสัญญาณที่ไทยอาจต้องการแหล่งทุนภายนอกเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่จะเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

ประการที่สาม บทบาทการไฟแนนซ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ไต่ระดับขึ้น แม้จะมีส่วนผสมของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ทดแทนการกู้ยืมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ต่ำกว่าก่อนวิกฤต แต่การกู้ยืมรวมทั้งจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจนมาอยู่ที่ 31.1% ในปี 2557 เข้าใกล้ระดับก่อนวิกฤตปี 2540 ที่ 32.8% ทำให้ต้องติดตามภาคส่วนนี้อย่างใกล้ชิด

ประการที่สี่ เงินทุนจากต่างชาติมีบทบาทในไทยเพิ่มขึ้นเหมือนกัน เพียงแต่ว่ารูปแบบการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติแตกต่างกันไป โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เงินทุนของต่างชาติที่สร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อมา ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินต่างชาติ (BIBFs) ขณะที่ในปัจจุบันอยู่ในรูปเงินลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) ทั้งในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ อันเป็นผลจากการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตั้งแต่ปี 2551 จนปัจจุบัน ต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้เพิ่มเป็นกว่า 6 แสนล้านบาท หรือ 4.6% ต่อจีดีพี แม้ว่าจะเพิ่มจาก 0.5% ต่อจีดีพี ก่อนที่เฟดจะเริ่มอัดฉีดสภาพคล่อง แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤตปี 2540 (ปี 2538-2539) ที่ประมาณว่าเงินทุนจากต่างชาติที่ใช้หมุนเวียนในสินทรัพย์สกุลเงินบาทมีไม่น้อยกว่า 25% ต่อจีดีพี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าท่ามกลางความเสี่ยงทั้งหมดข้างต้น จุดจับตาระยะใกล้ คือ สถานการณ์ต่างประเทศที่อาจกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติลดพอร์ตสินทรัพย์ในสกุลเงินบาทลง  โดยเฉพาะสองเหตุการณ์ที่สำคัญ คือ วิกฤตหนี้กรีซและการขยับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด

อย่างไรก็ตาม แม้หากเกิดกรณีเลวร้ายจนนักลงทุนต่างชาติโยกย้ายเงินลงทุนออกไปเร็วและแรง เศรษฐกิจไทยยังมีสภาพคล่องเงินบาทและเงินเหรียญสหรัฐเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่าสภาพคล่องในระบบและเครื่องมือบริหารจัดการสภาพคล่องของ ธปท.ที่มีอยู่ สามารถรับมือกับความต้องการเงินข้างต้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสภาพคล่องเงินบาทคืนสู่สถาบันการเงิน ผ่านตลาดเงินระยะสั้น อาทิ ตลาด Bilateral Repurchase Market ที่ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2558 มียอดคงค้าง 1.4 ล้านล้านบาท และปริมาณเงินสดในมือของ ธปท. ที่เพิ่มขึ้นจนมียอดคงค้างที่ 2.6 แสนล้านบาท ณ วันที่ 4 มิ.ย. 2558 จะช่วยจัดสรรสภาพคล่องเงินบาทเฉพาะหน้าของ ธปท.ได้

ส่วนสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐมาจากทุนสำรองฯ ที่สะสมไว้ถึง 5.3 ล้านล้านบาท (ณ ต้นเดือน มิ.ย. 2558) และแม้สุดท้ายแล้ว ระดับทุนสำรองฯ ของไทยคงลดลงสอดคล้องกับปริมาณกระแสเงินทุนไหลออก แต่ผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยคงจำกัด เพราะไทยมีระดับทุนสำรองฯ ส่วนที่เกินจากภาระผูกพันในระดับถึง 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จึงรองรับการลดการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติข้างต้นได้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ