
Mob.Fทุ่ม15ล้านแตกไลน์แบรนด์เสื้อผ้า
มอบ.เอฟ ต่อยอดดีไซน์เนอร์ไทยทุ่ม 15 ล้านบาท แตกไลน์ เดอะ เดสซิ่ง รูม ฟันยอดขาย 30 ล้านบาท ด้านมอบ.เอฟ เจอพิษม็อบยอดหด 20%
มอบ.เอฟ ต่อยอดดีไซน์เนอร์ไทยทุ่ม 15 ล้านบาท แตกไลน์ เดอะ เดสซิ่ง รูม ฟันยอดขาย 30 ล้านบาท ด้านมอบ.เอฟ เจอพิษม็อบยอดหด 20%
นายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีไอเอชซี เทรดดิ้ง ในเครือ บริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้บริหารมอบ.เอฟ (Mob.F) มัลติแบรนด์ดีไซเนอร์ไทย เปิดเผยว่า เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท บริษัทจึงแตกไลน์แบรนด์เสื้อผ้าในชื่อ เดอะ เดสซิ่ง รูม (The Dressing Room) ในคอนเซ็ปต์ห้องแต่งตัวในรูปแบบมัลติแบรด์ที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์คนไทย ซึ่งจะเปิดสาขาแรกที่ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ด้วยงบลงทุนทั้งสิ้น 15 ล้านบาท แบ่งเป็นงบตกแต่งร้าน 10 ล้านบาทบนพื้นที่กว่า 500 ตร.เมตร และงบการตลาด 5 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปีแรก หรือครึ่งปีหลังของปีนี้ไว้ถึง 30 ล้านบาท แม้บริษัทเพิ่งเปิดร้านไปเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากหลังจากเปิดำเนินการได้เพียงไม่กี่วัน บริษัทพบว่าทางร้านมียอดคนเข้าร้านออกอยู่ที่ 1,000 คนต่อวัน มียอดใช้จ่ายต่อบิลล์อยู่ที่ 1,600 บาทต่อคน ในขณะที่ศูนย์การค้าฯ ยังเปิดดำเนินการได้เพียง 20 – 30% ดังนั้นหากทางศูนย์ฯ เปิดดำเนินกาเรต็มรูปแบบคาดว่าจะมียอดคนเข้าร้านเพิ่มขึ้นอีก 10 % และยอดใช้จ่ายต่อบิลล์ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
สำหรับร้านมอบ.เอฟ ที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ คาดว่ายอดขายในปีนี้น่าจะไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ถึง 20% เนื่องจากปัญหาทางการเมืองที่ทำให้ทางร้านต้องหยุดดำเนินการไปเกือบ 3 เดือน ประกอบกับลูกค้าชาวต่างชาติที่หายไป ซึ่งเป็นสัดส่วนราว 30% ปัจจุบัน มอบ.เอฟ มียอดคนเข้าร้านประมาณ 2,000 คนต่อวัน และมียอดการใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ 1,400 บาท
“ร้านมอบ.เอฟ เปิดดำเนินการมาได้ราว 1 ปี พบว่าได้รับการตอบรับที่ดีของลูกค้า เนื่องจากเป็นเสิ้อผ้าแฟชั่นที่หลากหลาย ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ไทย ไม่เหมือนร้านเสื้อที่เป็นแบรนด์ที่มาจากต่างประเทศจะมีความเป็นแมสโปรดักส์มากกว่า จึงสร้างความแตกต่างในตลาดค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่นได้มาก และถูกใจคนไทยบางกลุ่ม จึงมีลูกค้าประจำเป็นจำนวนมาก หรือเป็นสมาชิกราว 30% ของลูกค้าทั้งหมด” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม
ส่วนงบส่งเสริมตลาด 5 ล้านบาท บริษัทใช้งบดังกล่าวแนะนำร้าน และจัดโปรโมชั่นในรูปแบบต่างๆ เช่น การโฆษณาภายในศูนย์ฯ การจัดทำเวบไซต์ และการทำแคตตาล็อกสินค้าแจกให้กับผู้เข้าศูนย์ รวมถึงส่งเป็นจดหมาย หรือไดเร็กเมลล์ไปตามบ้านอีกด้วย
ปัจจุบันตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์คนไทยนั่นมีมูลค่าราว 500 ล้านบาท ซึ่งถึงเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่มีอัตราการเติบโตมากกว่าจีดีพีของประเทศไทย ดังนั้นถ้าในปีนี้จีดีพีของประเทศไทยโตได้ราว 5% ตลาดดังกล่าวในปีนี้ก็จะโตมากกว่า 5% อย่างแน่นอน
นายชาญชัย เผยต่อว่า องค์ประกอบสำคัยอีประการหนึ่งที่จะทำให้ เดอะ เดรสซิ่ง รูม ประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้คือ กลุ่มเป้าหมายของ ศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค ที่เป็นระดับบีบวกขึ้นไป มีกำลังซื้อสูงที่มีรายได้ 3 – 5 หมื่นบ้านขึ้นไป และมีนิสัยนิยมจับจ่ายใช้สอย จากการสำรวจหมู่บ้านในพื้นที่รอบศูนย์กว่า 170 หมู่บ้าน ที่มีราคาไม่เกิน 4 ล้านบาทา 70 หมู่บ้าน หมู่บ้านที่มีราคา 4-8 ล้านบาท 55 หมู่บ้าน และหมู่บ้านที่ราคาสูงกว่า 8 ล้านบาทขึ้นไปอีก 55 หมู่บ้าน







