
หญิงเหล็กแบงก์ปินอย
เฮเลน ยูเชงโก ดี นักธุรกิจชาวฟิลิปปินส์ ประธาน ไรซัล คอมเมอร์เชียล แบงก์กิ้ง คอร์ป วัย 70 ปี
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
เฮเลน ยูเชงโก ดี นักธุรกิจชาวฟิลิปปินส์ ประธาน ไรซัล คอมเมอร์เชียล แบงก์กิ้ง คอร์ป วัย 70 ปี เข้าสู่โผการจัดอันดับนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลของเอเชีย ประจำปี 2558 ในอันดับที่ 32 ที่จัดขึ้นโดยนิตยสารฟอร์บส์ และเป็น 1 ใน 27 นักธุรกิจหน้าใหม่ที่เข้าสู่บัญชีรายชื่อในปีนี้
ดีเป็นลูกสาวคนโตของ อัลฟองโซ ยูเชงโก อดีตเอกอัครราชทูตของประเทศฟิลิปปินส์ และนักธุรกิจใหญ่เจ้าของยูเชงโก กรุ๊ป เธอเป็นพี่สาวคนโตจากทายาททั้งหมด 8 คน โดยเธอและน้องชายอีก 3 คน ได้ทำงานร่วมกับพ่อมาตลอด
ทุกคนคาดหวังว่าบรรดาน้องชายของเธอนั้นจะต้องก้าวมารับตำแหน่งทายาทสืบทอดธุรกิจต่ออย่างแน่นอน แต่เมื่อปี 2543ยูเชงโกผู้พ่อได้ประกาศให้เธอขึ้นมาดูแลธุรกิจของยูเชงโก กรุ๊ป ทั้งหมด เมื่อเธออายุ 59 ปีสร้างความแปลกใจให้เธออย่างมาก เพราะเธอคิดมาตลอดว่าพ่อของเธอนั้นเป็นคนหัวโบราณ ลูกชายเท่านั้นถึงจะขึ้นมาสืบทอดอำนาจได้
ปัจจุบันดีเป็นประธานของบริษัท ซึ่งมีธุรกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลทั้งหมด 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ไรซัล คอมเมอร์เชียล แบงก์กิ้ง คอร์ป (อาร์ซีบีซี) มาลายัน อินชัวรันส์และเฮาส์ ออฟ อินเวสเมนต์ ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้ง โดยเธอสามารถบริหารธุรกิจนี้จนสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวมากกว่า 685 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ครอบครัวยูเชงโกถูกจัดอันดับให้เป็นผู้ที่ร่ำรวยอันดับที่ 23 ของประเทศฟิลิปปินส์
ในธุรกิจธนาคาร อาร์ซีบีซีติดอันดับ 1 ใน 5 ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ ด้วยจำนวนลูกค้ากว่า 6.5 ล้านคน ซึ่งภายใต้การบริหารงานของเธอ สามารถสร้างการเติบโตได้มากถึง 4 เท่า หากเทียบตั้งแต่ปี 2548 จนถึงสิ้นปี 2556
ขณะที่ธุรกิจ มาลายัน อินชัวรันส์ เป็นธุรกิจประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีทรัพย์สินประมาณ 565 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้เธอยังเป็นรองประธานบริษัทอีอีไอ คอร์ป ธุรกิจของครอบครัวที่ดูแลด้านงานก่อสร้าง ซึ่งธุรกิจดังกล่าวสร้างรายได้ให้สูงถึง 350 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 จากการดำเนินการภายในประเทศ
ดีใช้การบริหารงานด้วยรูปแบบอนุรักษนิยม ซึ่งหากเทียบกับผู้เป็นพ่อ พ่อของเธอจะกล้าเสี่ยงและชอบความท้าทายมากกว่า โดยพ่อของเธอนั้นจะชอบสร้างความสัมพันธ์กับนักธุรกิจต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ตัวเธอเองชอบติดอยู่กับคนใกล้ชิด เพื่อน และเข้าร่วมงานสังคมน้อยมาก
ในทางธุรกิจ เธอไม่ได้มุ่งหวังในด้านการขยายธุรกิจ หรือการกู้ยืมเงินมากนัก เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดวิกฤตทางการเงิน หรือวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ เธอมองว่าธุรกิจของเธอไม่จำเป็นต้องใหญ่โตเท่ากับบริษัทอื่นๆ แต่หากเมื่อประสบกับวิกฤตบริษัทภายใต้การดูแลทั้งหมดจะต้องไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ขณะเดียวกัน การขยายโอกาสทางธุรกิจ เธอมักจะเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองมากที่สุด รวมถึงให้ความสำคัญกับคนที่จะเข้ามาร่วมงาน
ดีให้คำจำกัดความตัวเองว่า เธอเป็นผู้บริหารแบบทั้งเผด็จการและแบบประชาธิปไตย เธอเป็นคนรับฟังความเห็นของผู้อื่น แต่หากเมื่อตัดสินใจจะทำอะไรแล้ว ทุกคนต้องทำตาม อีกทั้งยังให้พนักงานมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่รับผิดชอบ แต่จะต้องรายงานการดำเนินการทุกขั้นตอน
พนักงานในบริษัทของเธอ ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าสไตล์การบริหารงานของเธอที่กระจายการทำงาน ให้ลูกน้องได้ทำงานอย่างมีอิสระนั้น เป็นแนวทางที่ดีและทำให้องค์กรเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ







