
คลังขอตั้งงบผ่อนหนี้ข้าวแสนล้าน
คลัง-พาณิชย์เสนอสำนักงบประมาณ ตั้งงบจ่ายหนี้จำนำข้าวงวดแรกแสนล้านบาท
คลัง-พาณิชย์เสนอสำนักงบประมาณ ตั้งงบจ่ายหนี้จำนำข้าวงวดแรกแสนล้านบาท
นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้มีข้อตกลงร่วมกันและส่งข้อเสนอมาให้สำนักงบประมาณ เพื่อให้ตั้งงบประมาณเพื่อชำระคืนหนี้สินในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเมื่อสิ้นสุดโครงการ งวดแรกในสัดส่วน 25% ของหนี้ทั้งหมด หรือคิดเป็นงบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท
“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะตั้งงบประมาณชำระหนี้สินงวดแรก 25% ของเงินกู้ที่ใช้ไปในปีไหน เพราะยังไม่ปิดโครงการและข้าวยังขายไม่หมด เช่น หากขาดทุน 6 แสนล้านบาท ก็ต้องตั้งงบกว่าแสนล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณก็จะต้องไปดูกำลังเงินว่าไหวหรือไม่ไหว ถ้าไม่ไหวก็ตั้งงบจ่ายดอกเบี้ยไปก่อน ซึ่งภาระตอนนี้ตกอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้าน/ปี”นายสมศักดิ์ กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สำนักงบประมาณและ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะมีการหารือกันว่าจะเดินหน้าทำตามกรอบข้อตกลงเดิมที่จะจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในปีงบประมาณ 2560 หรือไม่
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลออกไปอีกหลายปี เพื่อนำงบประมาณไปใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ระบบคมนาคมและขนส่ง ระบบน้ำ เป็นต้น และรัฐบาลยังมีภาระที่ต้องตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้จำนำข้าว
“ทฤษฎีจากท่านผู้รู้ทั้งหลายเห็นว่าควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มรายจ่ายลงทุน ทำให้เป็นไปได้ที่จะขยายกรอบปีงบสมดุลในปี 2560 ออกไป และที่ประชุม 4 หน่วยงานมีความเห็นใกล้เคียงกันร่วมกันว่าน่าจะต้องขยายให้มีการลงทุน”นายสมศักดิ์ กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำนักงบประมาณยังได้จัดทำแผนงบประมาณระยะยาวระหว่างปี 2558-2569 โดยกำหนดให้ตั้งแต่ปีงบ 2559 จนถึงปีงบ 2569 จะต้องกันงบลงทุนไว้ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายแต่ละปี โดยเฉพาะงบในปี 2569 คาดว่างบประมาณรายจ่ายของประเทศจะอยู่ในระดับใกล้เคียง 4 ล้านล้านบาท
นายสมศักดิ์ ยอมรับว่า แม้รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐจะเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 โดยเฉพาะงบลงทุนที่มีกว่า 4 แสนล้านบาท งบกันเหลื่อมปีที่ค้างอยู่ 3 แสนล้านบาท ได้สูงกว่าเป้าหมายมาก แต่คงไม่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาคึกคักได้ เพราะการใช้จ่ายงบประมาณคิดเป็น 20% ของจีดีพีเท่านั้น ส่วนภาคการส่งออกและการลงทุนของเอกชนที่คิดเป็นสัดส่วน 80% ของจีดีพี ขณะนี้ยังไม่ฟื้นตัว
“ถ้าการลงทุนภาครัฐไม่ออกเลย ผมว่าเศรษฐกิจมันแย่กว่านี้แน่” นายสมศักดิ์ กล่าว
ด้าน นายบุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. กล่าวว่า สำหรับภาพรวมยอดจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การขยายตัวที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงและการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ส่งผลให้ผู้ใช้แอลพีจีขนส่งกลับมาใช้น้ำมันมากขึ้น
ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่ายอดจำหน่ายเฉพาะน้ำมันกลุ่มเบนซินเติบโตถึง 14% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ยอดจำหน่ายขายแอลพีจีลดลงไป 5.6%







