
ส่องโอกาสในกัมพูชา ผ่านมุมมองทูตไทย
เมื่อวันที่ 23-25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์ โดย SCB FIRST จัดเอ็กซ์คลูซีฟทริปรับเออีซี Cambodia The Opportunity เพื่อธุรกิจทำได้จริง
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
เมื่อวันที่ 23-25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์ โดย SCB FIRST จัดเอ็กซ์คลูซีฟทริปรับเออีซี Cambodia The Opportunity เพื่อธุรกิจทำได้จริง นำผู้ประกอบการธุรกิจไทยจำนวน 29 ราย เข้าไปรู้จักกับตลาดกัมพูชาแบบเจาะลึก
ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา เล่าว่า ปัจจุบันกัมพูชามีประชากรกว่า 15 ล้านคน มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 7% และมีแนวโน้มเติบโตในอัตราดังกล่าวต่อเนื่องไปอีก 5 ปี ตามคาดการณ์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ทิศทางดังกล่าวสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า “กัมพูชา” เป็นอีกหนึ่งประเทศในอาเซียนที่กำลังเนื้อหอมจากการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ
ขณะเดียวกัน กัมพูชายังมีจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวมากกว่าผู้สูงอายุ ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาคาร บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ฯลฯ จะยังมีโอกาสเติบโตสูง จากความต้องการอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภคในกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับธุรกิจบริการอย่างโรงพยาบาล ยารักษาโรค หรือในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาคการเกษตร เช่น โรงสีข้าว
ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งเซ็กเตอร์ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงในกัมพูชา มีการคาดการณ์ว่าในอีก 7 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนยูนิตสำหรับที่พักอาศัยเกิดขึ้นใหม่ไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นยูนิต จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 3,000 ยูนิต และยังเป็นความต้องการที่แท้จริงอีกด้วย
ขณะที่ “เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ของกัมพูชานั้น จะยังมาจากภาคการท่องเที่ยว ปัจจุบันมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน เพื่อมายังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น นครวัด นครธม ปราสาทบายน กัมพูชายังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างรอการพัฒนาอีกกว่า 1,000 แห่ง มีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติด้านการท่องเที่ยวอยู่อีกมาก เป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมเข้ามาลงทุนรองรับกลุ่มลูกค้าทั้งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่จะยังเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก
เอกอัครราชทูต เสริมว่า สถานทูตพร้อมอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจและข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เช่น การเปิดบริษัทเพื่อทำการค้า กฎหมายด้านภาษีแก่นักลงทุนไทยที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจในกัมพูชา ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการให้ทุกประเทศมีหน่วยงานบริการทางธุรกิจหรือที่เรียกว่า วัน สต็อป เซอร์วิส
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดกัมพูชาจะมีแนวโน้มน่าสนใจต่อการเข้ามาลงทุน แต่ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจไทยจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้รอบด้านก่อน โดยเฉพาะนโยบายการค้าการลงทุน ที่ในปัจจุบันรัฐบาลกัมพูชาวางนโยบายค่อนข้างเปิดกว้างให้กับชาวต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนที่นี่ นอกจากนี้ นักลงทุนต้องยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้ดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน
จีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มสินค้านำเข้าจากไทยที่เข้ามาทำตลาดในกัมพูชามีแนวโน้มเติบโตขึ้น 15% ขณะเดียวกัน การส่งออกจากกัมพูชาเพื่อนำสินค้าเข้าไปทำตลาดก็มีอัตราการเติบโตสูงถึง 40% เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มพืชผลทางการเกษตร พืชไร่ ไม่รวมข้าว
“ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งไทยและกัมพูชาต่างนำสินค้าเข้าไปทำตลาดระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร เช่น ผลไม้จากกัมพูชาเข้าไปยังไทย ผ่านช่องทางค้าชายแดนสำคัญๆ อย่างด่านปอยเปต หรือสระแก้ว”
สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกัมพูชาที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้สะดวกขึ้น จากหลายปัจจัยที่เอื้อประโยชน์ อาทิ ด้านกฎหมาย การให้สิทธิการถือสัญชาติกัมพูชาสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมูลค่าตั้งแต่ 3 แสนเหรียญสหรัฐ หรือ หากเข้ามาทำธุรกิจในกัมพูชาตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ก็มีสิทธิขอสัญชาติได้เช่นกัน จากเดิมเงื่อนไขการจัดตั้งกิจการธุรกิจในกัมพูชาจะมีสัดส่วนต่างชาติถือหุ้น 49% และคนท้องถิ่น 51%
ส่วนปัจจัยอ่อนไหวที่ต้องให้ความระมัดระวังต่อการเข้ามาทำการค้าในประเทศดังกล่าว อาทิ นักธุรกิจควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งระบบธุรกิจการค้า หรือภาษีต่างๆ ด้วยเป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายบ่อยครั้ง หรือต้นทุนการดำเนินการด้านสาธารณูปโภค อาทิ ค่าไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูง และสุดท้ายด้านภาษา ที่มองว่าผู้ประกอบการธุรกิจไทยอาจเสียเปรียบกว่า ซึ่งเห็นว่าไทยควรเรียนรู้ภาษาประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม







