
ธปท.เปิดทางเอสเอ็มอี ใช้สินเชื่อบุคคล
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับปรุงนิยามการให้สินเชื่อส่วนบุคคลใหม่
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับปรุงนิยามการให้สินเชื่อส่วนบุคคลใหม่ โดยเพิ่มเติมจากเดิมที่ให้กู้ยืมเพื่อซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น ให้เปลี่ยนเป็นการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งสินเชื่อเพื่อประกอบการอาชีพด้วย เพื่อช่วยให้สินเชื่อขยายตัวดีขึ้น และมีการใช้สินเชื่อได้ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้
รณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ปรับปรุงนิยามใหม่เมื่อเดือน พ.ค. โดยที่ผ่านมามีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) บางราย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายเล็กๆ มักใช้ช่องทางสินเชื่อบุคคลในการกู้เงินไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการอยู่แล้ว ซึ่งผิดวัตถุประสงค์สินเชื่อ ธปท.จึงปรับนิยามให้ครอบคลุม และส่งให้กระทรวงคลังแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติ
ทั้งนี้ การปรับนิยามนี้จะช่วยให้เกิดความต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่งเริ่มกิจการยังไม่มีหลักฐานทางการเงินที่ดีพอ สามารถขอสินเชื่อจากนาโนไฟแนนซ์เพื่อเริ่มต้นกิจการได้ ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี แต่เมื่อประกอบการระยะหนึ่งแล้วมีรายรับ รายจ่าย มีการทำบัญชีที่ดีขึ้น มีหลักฐานที่จะแสดงความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้น ก็สามารถขอสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อนำไปใช้ขยายกิจการ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้อีก ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง คือ ไม่เกิน 28% ต่อปี นอกจากนี้ เอสเอ็มอีรายเดิมๆ ก็จะมีแหล่งเงินขอกู้เพิ่มไปใช้ในธุรกิจได้อีกด้วย
ด้าน ณญาณี เผือกขำ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ กล่าวว่า การแก้นิยามสินเชื่อบุคคลแม้จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่าจะทำให้บริษัทปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น เพราะการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อยังคงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดกรองคุณภาพสินเชื่อ ที่ปัจจุบันมีความรัดกุมอยู่แล้ว
ปัจจุบัน การปล่อยสินเชื่อบุคคลที่นับเป็นสินเชื่ออเนกประสงค์นั้น มีลูกค้าบางคนนำไปใช้เพื่อประกอบอาชีพด้วย สัดส่วนเพียง 10% ของพอร์ต ขณะที่อีก 90% เป็นผู้มีรายได้ประจำ
อย่างไรก็ตาม การแก้นิยามดังกล่าวถือว่าเป็นการสร้างความชัดเจน ทำให้บริษัทสามารถทำตลาดผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้ประกอบการได้ตรงเป้าหมายขึ้น โดยผู้ประกอบการที่จะขอสินเชื่อบุคคลเพื่อทำธุรกิจ จะต้องมีหลักฐานรายได้มาประกอบการขอสินเชื่อเพิ่มเติม เพื่อดูรายละเอียดการค้าและกำไรก่อนอนุมัติสินเชื่อในวงเงินที่เหมาะสม
แต่ข้อจำกัด คือ ผู้ประกอบการธุรกิจที่ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีมักจะไม่มีหลักฐานเดินบัญชี ดังนั้น บริษัทจะมีทีมงานเข้าไปตรวจสอบการทำธุรกิจ เช่น ดูหน้าร้าน สมุดบัญชีรายรับ ของผู้ขอสินเชื่อ
ส่วนธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ที่เพิ่งเปิดดำเนินการนั้น ไม่ได้ทำให้การแข่งขันรุนแรง เพราะลูกค้าที่ขอสินเชื่อเป็นคนละกลุ่ม โดยผู้ขอกู้นาโนไฟแนนซ์จะเป็นธุรกิจรายย่อยขนาดเล็ก วงเงินขอกู้ไม่ถึง 1 แสนบาท และอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า คือ 36% โดยหลักฐานทางการเงินอาจจะไม่เข้มเท่าสินเชื่อบุคคล







