
‘ไฟฟ้าทดแทน’ ติดกับดัก ปมสายส่งน้อย-กฟผ.หวั่นต้นทุนพุ่ง
แม้ว่า ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน จะมีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 8 ประเภท
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
แม้ว่า ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน จะมีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 8 ประเภท เช่น ไฟฟ้าชีวมวล ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) และพลังงานลม อย่าง “ชัดเจน” ทั้งในแง่เป้าหมายและรูปแบบรับซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนจากระบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อ (Adder) มาเป็น Feed in Tariff หรือระบบอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุน
แต่ทว่าการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนอาจไม่ราบรื่นนักในทางปฏิบัติ เนื่องจากกระทรวงพลังงานเพิ่มเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ โดยเฉพาะไฟฟ้าพลังงานทดแทน 7 ประเภท ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจลงทุน
“โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนประเภทอื่นๆ ยกเว้นโซลาร์เชลล์ ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยนำรูปแบบการเปิดประมูลแข่งขันด้านราคาขายไฟฟ้า (Bidding) มาใช้ คือ นอกจากจะต้องพิจารณาความพร้อมเรื่องแหล่งเงินทุนและแหล่งวัตถุดิบแล้ว ค่าไฟฟ้าที่เอกชนเสนอขายให้ภาครัฐต้องถูกด้วย โดยจะนำร่องที่โรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้า ชีวภาพที่จะเปิดรับซื้อ 31 ก.ค.นี้ ก่อนจะทยอยไปยังโรงไฟฟ้าประเภทที่เหลือ” ทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุ
เช่นเดียวกับการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ในล็อตถัดไปจนครบเป้าหมาย 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ทั้งโครงการที่เข้าข่ายได้รับพิจารณา 178 โครงการ 1,073 เมกะวัตต์ และโครงการใหม่ๆ ที่จะลงทุนในอนาคต “ต่างก็มีอนาคตที่ไม่แน่นอนเช่นกัน”
เนื่องจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การพิจารณารับซื้อจากนี้ไปจะมีการกำหนดโซนนิ่งระบบสายส่งไฟฟ้า คือ จะต้องพิจารณาความพร้อมของระบบสายส่งที่จะรองรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ส่งผลให้การตอบตกลงรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนในหลายพื้นที่ต้องเลื่อนออกไป เช่น ภาคอีสานจะต้องรอไปจนถึงปี 2560 เนื่องจากการสร้างสายส่งไฟฟ้าใหม่จะแล้วเสร็จในปี 2560 หรือ 2 ปีจากนี้
สอดคล้องกับ พิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ข้อมูลว่า แม้ว่าภาครัฐจะประกาศสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนชัดเจน แต่ปัญหาที่พบในขณะนี้ คือ ระบบสายส่งไม่เพียงพอกับโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะมีการลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประกาศพื้นที่สายส่งทั่วประเทศที่จะรองรับการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน 3,470 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย ภาคเหนือ 101 เมกะวัตต์ ภาคใต้ 113 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 276 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 703 เมกะวัตต์ ภาคกลาง 470 เมกะวัตต์ และกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,800 เมกะวัตต์ ส่วนภาคอีสานระบบสายส่งไม่สามารถรองรับได้ และต้องรอการขยายระบบสายส่งไฟฟ้าที่จะแล้วเสร็จในปี 2562
“เอกชนอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอไปยังภาครัฐให้พิจารณาเปิดรับซื้อไฟฟ้าล่วงหน้าได้หรือไม่ แม้เป็นพื้นที่ที่สายส่งยังไม่พร้อม เพื่อที่เอกชนจะได้เริ่มลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปก่อน เมื่อถึงปี 2562 สายส่งพร้อมก็จะได้จ่ายไฟเข้าระบบได้ทันที” พิชัย กล่าว
แต่กระนั้น อุปสรรคของการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อ กฟผ.ที่ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงด้านการผลิตและรับซื้อไฟฟ้า กังวลว่าการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีต้นทุนการผลิตสูงในปริมาณที่มากเกินไปจะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น
“ถ้าจะให้เราซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมา 5-6 บาท/หน่วย แล้วจะให้ขาย 3 บาท/หน่วย เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอีก 3 บาท ใครต้องรับผิดชอบ จึงเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน และแม้ว่าการลงทุนไฟฟ้าทดแทนจะกระตุ้นการลงทุนได้ แต่ก็มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งที่รวย” รัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการฝ่ายพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าว
ขณะที่ปัญหาสำคัญของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ และไฟฟ้าพลังงานลมนั้น รัตนชัย บอกว่า “หากไม่มีแดด ไม่มีลม ก็จ่ายไฟฟ้าไม่ได้ แต่ถ้าท่าน (รัฐบาล) สั่งให้ซื้อ 1,000 เมกะวัตต์ กฟผ.ต้องต่อรองว่าจะซื้อได้หรือไม่ ต้องคุยกับทุกหน่วยงาน เพราะมีผลต่อค่าไฟฟ้า”
เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้านจะพบว่าอนาคตพลังงานทดแทน โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์อาจไม่ใช่ธุรกิจดาวรุ่งก็เป็นได้ เพราะมีกับดักรออยู่ข้างหน้าอีกเพียบ







