
เวฟฯซื้ออินเด็กซ์ฯ50%
จ่ายแกรมมี่ 430 ล้านรายได้ทะยาน เวิร์คพอยท์ฯ แจกวอร์แรนต์ 20 ต่อ 1 บอร์ดเวฟฯ อนุมัติซื้อหุ้นอินเด็กซ์ฯ จากแกรมมี่ 430 ล้านบาท คุ้มต่อยอดธุรกิจ รับกำไรทันที
จ่ายแกรมมี่ 430 ล้านรายได้ทะยาน เวิร์คพอยท์ฯ แจกวอร์แรนต์ 20 ต่อ 1 บอร์ดเวฟฯ อนุมัติซื้อหุ้นอินเด็กซ์ฯ จากแกรมมี่ 430 ล้านบาท คุ้มต่อยอดธุรกิจ รับกำไรทันที
นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท (บอร์ด) ในวันที่ 24 มิ.ย. 2558 มีมติอนุมัติซื้อหุ้น บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำนวน 86 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 50% มูลค่าประมาณ 430 ล้านบาท หรือหุ้นละ 5 บาท จากบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) ซึ่งธุรกิจของอินเด็กซ์ฯ สามารถสร้างประโยชน์ร่วมกับธุรกิจของบริษัทได้เป็นอย่างมาก และยังมีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มาถึงประมาณ 25 ปี ทั้งนี้หุ้นอินเด็กซ์ฯ ส่วนที่เหลือ 50% เป็นของกลุ่มกาญจนะโภคิน
นอกจากนี้ มีทีมบุคลากรด้านครีเอทีฟมากถึงประมาณ 500 คน รวมถึงมีห้องบันทึกเสียง ตัดต่อ และสตูดิโอ นำใช้ในการทำงานของบริษัทลูก ไอเวฟ ที่ทำละครและรายการโทรทัศน์ อีกทั้งสามารถทำธุรกิจอีเวนต์และออร์แกไนเซอร์ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของบริษัทที่เวฟฯ ซื้อกิจการมาก่อนหน้านี้ ทั้งโรงเรียนสอนภาษาวอลล์สตรีทอิงลิช และร้านอาหารเจฟเฟอร์สเต๊ก มาต่อยอดเป็นธุรกิจคอนเทนต์ได้ด้วย
ที่สำคัญบริษัท อินเด็กซ์ฯ ยังมีธุรกิจอยู่ในทั้งในประเทศเวียดนาม เมียนมา และมาเลเซีย จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะใช้เป็นช่องทางออกไปขยายธุรกิจต่างประเทศได้ทันที โดยปัจจุบันอินเด็กซ์ฯ มีรายได้ประมาณ 1,800-2,000 บาท/ปี ทำให้ในปี 2558 บริษัทจะสามารถรับรู้รายได้และกำไรจากบริษัท อินเด็กซ์ฯ เข้ามาทันที คาดว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,000 ล้านบาท เปรียบเทียบจากปี 2557 ที่ราว 600 ล้านบาท
“อินเด็กซ์ฯ แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนแล้ว ในอนาคตหากเติบโตดีก็พร้อมจะเข้าตลาดหุ้น และการเข้าซื้อกิจการเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัทจะทำต่อเนื่อง ขณะนี้มีอีกหลายดีลที่ยังดูโอกาสอยู่เพื่อให้ในปี 2560 มีรายได้เพิ่มเป็น 7,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้” นายแมทธิว กล่าว
ทั้งนี้ บริษัท อินเด็กซ์ฯ มีกำไรสุทธิในปี 2555-2557 จำนวน 88.99 ล้านบาท 18.87 ล้านบาท และ 27.05 ล้านบาท ตามลำดับ โดยการซื้อหุ้นครั้งนี้เวฟฯ จะใช้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งหมด
สำหรับราคาหุ้น WAVE ที่เพิ่มขึ้นแรง โดยปิดที่ระดับ 10 บาท บวก 0.80 บาท หรือ 8.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 364 ล้านบาทนั้น นายแมทธิว กล่าวว่า นักลงทุนคงจะเริ่มเห็นมูลค่าที่บริษัทถือหุ้น ในบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) สัดส่วน 20% และยังมีข่าวซื้ออินเด็กซ์ฯ เข้ามาเพิ่มด้วย
บริษัท แกรมมี่ฯ แจ้งว่า บริษัทย่อยคือ จีเอ็มเอ็ม ทีวี ขายหุ้นบริษัท มีมิติ จำนวน 4.2 หมื่นหุ้น หรือ 70% มูลค่า 4.2 ล้านบาท ให้กับบริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งมีกลุ่มถกลเกียรติถือหุ้นด้วย
ด้านบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) นายสุรการ ศิริโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารสายงานการเงินและการลงทุน กล่าวว่า คณะกรรมการมีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียน 417.23 ล้านบาท เป็น 452.09 ล้านบาท โดยออกหุ้นเพิ่มทุน 34.86 ล้านหุ้น เพื่อรองรับการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้น (วอร์แรนต์) ที่จะออกให้กับผู้ถือหุ้น (WORK-W1) จำนวนไม่เกิน 20,861,633 หน่วย สัดส่วน 20 หุ้นเดิมต่อ 1 วอร์แรนต์ อายุ 4 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขแปลงสภาพ 1 ต่อ 1 ในราคาหุ้นละ 38.10 บาท ส่วนอีก 14 ล้านหน่วย ออกให้กับผู้บริหารและพนักงานของบริษัทในโครงการอีสป ราคาใช้สิทธิที่ 38.10 บาทเท่ากัน หากพนักงานและผู้ถือหุ้นมาใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นทั้งหมด บริษัทจะได้รับเงินเข้ามาประมาณ 1,328.16 ล้านบาท
“บริษัทเพิ่มทุนครั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และเพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินโครงการต่างๆ ในอนาคต รวมถึงเพื่อสำรองเป็นเงินทุนหมุนเวียนและชำระหนี้”
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า อุตสาหกรรมธุรกิจทีวีดิจิทัลน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ WORK ซึ่งมีเรตติ้งอันดับ 3 และบริษัท อาร์เอส (RS) ซึ่งมีเรตติ้งอันดับ 4 แนวโน้มผลดำเนินงานในงวดไตรมาส 2 น่าจะดีขึ้น และน่าจะพลิกกลับมามีกำไรได้ และดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีเนื่องจากเรตติ้งที่สูงขึ้นมาก แต่ในงวดไตรมาส 4 กำไรจะอ่อนตัวลงจากผลกระทบของการบันทึกโบนัสพนักงานในช่วงปลายปี
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าฐานผู้ชมช่องทีวีดิจิทัลของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป เนื่องจากผู้ประกอบการโครงข่ายทั้ง 4 ราย ได้ขยายโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่ 80% ของครัวเรือนไทยไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา บวกกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้แจกคูปองกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล (SET TOP BOX) ล็อตใหม่ไปในวันที่ 21 พ.ย. 2558 อีก 5.4 ล้านฉบับ ทําให้ประชาชนสามารถแลกรับกล่อง SET TOP BOX เพิ่มขึ้น
สำหรับเม็ดเงินโฆษณาในปี 2559 จะเติบโตดีกว่าปีนี้จากการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้า (GDP) จะเติบโตถึง 3.5% และการบริโภคเติบโต 4% จากปีนี้คาดเติบโต 3.2% ส่งผลให้ผลประกอบการของกลุ่มบันเทิงมีแนวโน้มฟื้นตัวจากปีนี้ราว 15% และแนะนำซื้อหุ้น WORK ให้ราคาเหมาะสมที่ 45 บาท
ทั้งนี้ ราคาหุ้น WORK ปิดตลาดที่ 40.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท และ RS ปิดที่ 14.50 บาท บวก 0.10 บาท







