posttoday
เพิ่มประสิทธิภาพ SME พลิกเกมธุรกิจ

เพิ่มประสิทธิภาพ SME พลิกเกมธุรกิจ

25 มิถุนายน 2558

เคยเห็นธุรกิจเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จโด่งดังขึ้นมาในชั่วเวลาไม่กี่ปีหรือเปล่าครับ

โดย...ไตรรงค์ บุตรากาศ

เคยเห็นธุรกิจเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จโด่งดังขึ้นมาในชั่วเวลาไม่กี่ปีหรือเปล่าครับ เจ้าของธุรกิจเหล่านั้นเขาทำกันอย่างไร ใช้หลักอะไรในการบริหารถึงได้มีสินค้าที่ทั้งคุณภาพดี ถูกใจลูกค้า และยังได้กำไรมากพอไปพัฒนาส่วนต่างๆ ให้ดีขึ้น สามารถเพิ่มยอดการผลิตหรือนำสินค้าเข้าร้านสะดวกซื้อกระจายสินค้าไปทั่วประเทศได้ ในขณะที่บางบริษัทเริ่มต้นได้ดีมากยอดขายพุ่งกระฉูด แต่ในเวลาไม่กี่เดือนธุรกิจกลับปิดตัวลงเจ๊งไม่เป็นท่า ทั้งสองธุรกิจมีอะไรที่แตกต่างกัน วันนี้ผมจะมาเจาะลึกถึงจุดเล็กๆ ที่ช่วยพลิกธุรกิจหน้าใหม่ให้กลายเป็นธุรกิจแห่งความสำเร็จ

ปัญหาที่เกิดในการประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีหลายส่วน เช่น ต้นทุนการผลิตสูง การผลิตไร้มาตรฐาน ไม่มีการใช้เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาช่วย ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าสูงจนต้องตั้งราคาสูงตาม ซึ่งนำไปสู่การเสียเปรียบในเชิงการค้ากับคู่แข่ง ทั้งหมดนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพให้กับซัพพลายเชน

ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้ประกอบการรายเล็กและใหญ่หลายแห่ง พบว่า มีปัญหาที่แตกต่างกัน อย่างบริษัทหรือโรงงานขนาดใหญ่เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานใดๆ ต้องได้รับการอนุมัติจากหลายฝ่ายใช้เวลานานกว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ ส่วนบริษัทขนาดเล็กนั้นกลับมองไม่เห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ทั้งๆ ที่ยิ่งบริษัทมีคนน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งสามารถควบคุมคุณภาพให้ได้ดีง่ายขึ้นเท่านั้น อย่าลืมว่าข้อดีของธุรกิจ SME คือมีความคล่องตัวในการปรับสภาพให้เข้ากับสถานการณ์ทั่วไปของตลาดและประเทศมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

ผมจะยกตัวอย่างเคสของบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ความคิดของเขาไม่เล็กเลยให้ฟังกันครับ บริษัท พลังผัก  (Oh! Veggies) เจ้าของสินค้ามะม่วงน้ำปลาหวานที่ขายในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ด้วยความที่สินค้ามีความนิยมสูงมาก ออร์เดอร์จึงเพิ่มขึ้นจาก 6,000 กล่องเป็น 8,000 กล่อง วิธีการที่ง่ายที่สุดในการตอบสนองยอดขายคงเป็นการขยายโรงงาน เพิ่มคน เพิ่มเครื่องจักร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่วิธีที่ง่ายกลับทำให้ต้นทุนสูงขึ้นด้วย

ทีมงานพลังผักได้ลองใช้วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในซัพพลายเชน โดยตั้งโจทย์ที่ท้าทายขึ้นมาข้อหนึ่งว่า หากไม่เพิ่มกำลังคน ไม่เพิ่มอุปกรณ์ สามารถปรับเปลี่ยนส่วนใดได้บ้างเพื่อให้ได้สินค้าจำนวนเพิ่มตามออร์เดอร์ เริ่มหาคำตอบด้วยการตรวจสอบและวิเคราะห์ปัญหา พบปัญหาอยู่สองจุดใหญ่ๆ คือ การเสียเวลามากเกินความจำเป็นในขั้นปอกเปลือกและบรรจุมะม่วงลงกล่อง เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุพบว่าขนาดลูกมะม่วงที่ไม่เท่ากันทำให้จับไม่ถนัดมือจึงปอกได้ช้า แก้ปัญหานี้โดยตกลงกับแหล่งวัตถุดิบผู้จัดหามะม่วงให้เลือกเฉพาะขนาดที่จับได้พอดีมือ หลังจากได้ขนาดมะม่วงที่มาตรฐานแล้วจึงทำการทดลองดูว่ามีดชนิดไหนที่สามารถปอกมะม่วงได้สะดวกและไวที่สุด เมื่อได้ชนิดของมีดจึงมาศึกษาการเคลื่อนไหวของมือขณะปอก จนได้รูปแบบการปอกที่ง่าย เร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด นำมาสอนให้พนักงานทุกคนทำในแบบเดียวกัน

ปัญหาข้อที่สอง วิธีบรรจุกล่องแบบเก่าต้องใช้คนเดินถือถาดมะม่วงไปสู่เครื่องบรรจุทำให้เกิดความล่าช้า จึงแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มสายพานลำเลียงสินค้าเข้าเครื่องโดยตรง จากเดิมที่ใช้เวลาผลิตมะม่วงน้ำปลาหวาน 6,000 กล่อง ในเวลา 7-8 ชั่วโมง ใช้เวลาผลิตเพียง 4-5 ชั่วโมง เท่ากับว่าในเวลาทำงานเท่าเดิมสามารถผลิตสินค้าได้ถึง 1.2 หมื่นกล่อง เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทะลุยอดออร์เดอร์ที่ตั้งไว้โดยใช้คนเท่าเดิม ไม่ต้องให้พนักงานทำงานล่วงเวลาหรือเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตใดๆ นำเงินทุนไปพัฒนาส่วนอื่นได้อีก

ไม่น่าเชื่อว่าการย้อนกลับมาดูขั้นตอนเล็กๆ น้อยๆ การเปลี่ยนอุปกรณ์และการประสานความต้องการกับแหล่งวัตถุดิบ ร่วมด้วยกับการใช้เทคโนโลยีช่วยแรงงานคนจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพิ่มทั้งผลผลิตและยังเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มากขึ้นอีกด้วย ลองคิดดูนะครับว่าหากเราเป็นเจ้าของธุรกิจที่เล็งแต่ตัวเลขของยอดขายเพียงอย่างเดียวแล้วนั้น อาจจะไม่ได้พบกับวิธีแก้ปัญหาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจแบบนี้เลย ประสิทธิภาพเกิดได้แค่มุมมองเปลี่ยน

หากว่าวันพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า หรือเดือนหน้า คุณมีออร์เดอร์ยอดขายทะลุเป้าเข้ามา แต่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามยอด ก็ต้องสูญเสียโอกาสและความเชื่อมั่นไป โอกาสเป็นของคนที่พร้อมอยู่เสมอเท่านั้น เตรียมธุรกิจของคุณให้พร้อมประตูความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท