posttoday
เผยเกษตรกรเมินโครงการประกันภัยพืชผลเกษตร

เผยเกษตรกรเมินโครงการประกันภัยพืชผลเกษตร

25 มิถุนายน 2558

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร เผยเกษตรกรเมินโครงการประกันภัยพืชผลเกษตร

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร เผยเกษตรกรเมินโครงการประกันภัยพืชผลเกษตร

นางจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) แถลงข่าวเกาะติดผลกระทบเศรษฐกิจโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2558/59 ณ ห้องประชุม AEOC ชั้น 3 อาคารศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร โดย ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตรสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.กัมปนาท เพ็ญสุภา รองคณบดีฝ่ายวิจัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ได้เปิดเผยร่วมกันว่าทางศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU - OAE Foresight Center :KOFC) ได้วิเคราะห์ถึงการดำเนินการประกันภัยข้าวนาปี ปี 2558 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั่วประเทศ 1.5 ล้านไร่วงเงิน 476 ล้านบาท ครอบคลุมภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย/น้ำท่วม ฝนทิ้งช่วง วาตภัย ภัยแล้ง อากาศหนาว/ลูกเห็บ อัคคีภัยและภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด ซึ่งแบ่งเป็น 5 พื้นที่ตามระดับความเสี่ยงได้แก่ พื้นที่เสี่ยงต่ำมากที่สุด เสี่ยงต่ำมาก เสี่ยงต่ำ เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงสูง โดยจัดเก็บเบี้ยในอัตราที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 124.12 บาทถึง 483.64 บาท ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯจะรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ 60 - 100 บาทต่อไร่ และรัฐอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เหลือ 64.12 – 383.64 บาทต่อไร่

ดร.ภูมิศักดิ์  ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตรสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.กัมปนาท  เพ็ญสุภา รองคณบดีฝ่ายวิจัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยร่วมกันว่าทางศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU - OAE Foresight Center :KOFC) ได้วิเคราะห์ถึงการดำเนินการประกันภัยข้าวนาปี ปี 2558ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั่วประเทศ 1.5 ล้านไร่วงเงิน 476 ล้านบาท ครอบคลุมภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย/น้ำท่วมฝนทิ้งช่วง วาตภัย ภัยแล้ง อากาศหนาว/ลูกเห็บ อัคคีภัยและภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด ซึ่งแบ่งเป็น 5 พื้นที่ตามระดับความเสี่ยงได้แก่ พื้นที่เสี่ยงต่ำมากที่สุด เสี่ยงต่ำมาก เสี่ยงต่ำ เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงสูง โดยจัดเก็บเบี้ยในอัตราที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 124.12 บาทถึง 483.64 บาท ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯจะรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ 60 - 100  บาทต่อไร่และรัฐอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เหลือ 64.12 – 383.64 บาทต่อไร่ตามที่ ครม. มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2558 โดยให้ ธ.ก.ส.ทำหน้าที่ผู้บริหารโครงการเป็นหน่วยกลางประสานระหว่างเกษตรกรผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัยเอกชนและให้ทดลองจ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนรัฐบาลไปก่อนโดยรัฐบาลจะตั้งงบประมาณจ่ายในส่วนเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวตามที่จ่ายจริงพร้อมด้วยค่าชดเชยต้นทุนเงินให้กับ ธ.ก.ส. ในปีงบประมาณถัดไป

ขณะนี้มีบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ 7 บริษัท ได้แก่ (1) บมจ.กรุงเทพประกันภัย (2) บมจ. เจ้าพระยาประกันภัย (3) บมจ. ทิพยประกันภัย(4) บมจ. นวกิจประกันภัย (5) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (6) บมจ.ทูนประกันภัย และ (7) บมจ. วิริยะประกันภัยประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปีเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ภาคเอกชนเป็นผู้รับประกันภัยตลอดช่วงการเพาะปลูกสำหรับภัยธรรมชาติ 6ประเภทดังกล่าว วงเงินความคุ้มครอง 1,111 บาทต่อไร่ และสำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาดวงเงินความคุ้มครอง 555บาทต่อไร่โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายการเอาประกันภัยทั่วประเทศเป็นจำนวน 1.5 ล้านไร่ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินโครงการฯ เริ่มขายกรมธรรม์ตั้งแต่วันที่ 6พฤษภาคม – 14 สิงหาคม 2558 สำหรับทุกภาคยกเว้นภาคใต้สิ้นสุดการรับทำประกันภัยในวันที่ 11 ธันวาคม2558ซึ่งปัจจุบันนี้โครงการยังมีการดำเนินการอยู่

สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการประกันภัยข้าวนาปีปีการผลิต 2558/59ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯเป็นผู้เอาประกันภัยธรรมชาติสามารถวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) 4 ส่วนประกอบด้วย รัฐบาล ผู้บริหารโครงการฯ (ธ.ก.ส.) บริษัทผู้รับประกันภัยและเกษตรกร พบว่ารัฐบาล เป็นผู้อุดหนุนเบี้ยประกันภัยให้เกษตรกรโดยพื้นที่เสี่ยงภัยต่ำที่สุด ช่วยเหลือ 4.07 ล้านบาทพื้นที่เสี่ยงต่ำมาก ช่วยเหลือ 32.15 ล้านบาท พื้นที่เสี่ยงต่ำ ช่วยเหลือ102.75 ล้านบาท พื้นที่เสี่ยงปานกลาง ช่วยเหลือ 144.40 ล้านบาทและพื้นที่เสี่ยงสูง ช่วยเหลือ 180.62 ล้านบาท รวมเงินช่วยเหลือ 463.97ล้านบาท ส่วนผู้บริหารโครงการฯ (ธ.ก.ส.)ทดลองจ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนรัฐบาลโดยขอชดเชยเงินจากรัฐบาลในส่วนของเงินอุดหนุนเบี้ยประกันภัยตามจำนวนที่จ่ายจริงวงเงินไม่เกิน 268.01 ล้านบาทและเบิกเงินชดเชยตามจำนวนที่จ่ายจริงพร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ FDR+1%ซึ่งคำนวณในเบื้องต้น ธ.ก.ส. จะได้รับค่าชดเชยดอกเบี้ยจากโครงการฯ จำนวน5.75 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทผู้รับประกันภัยหรือบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการจ่ายสินไหมทดแทนแก่เกษตรกรซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจากการประมาณการเบี้ยประกันภัยที่ผู้ประกันได้รับทั้งสิ้น 594.19 ล้านบาทแบ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยต่ำที่สุด 7.87 ล้านบาท พื้นที่เสี่ยงต่ำมาก45.66 ล้านบาท พื้นที่เสี่ยงต่ำ 132.61 ล้านบาท พื้นที่เสี่ยงปานกลาง180.35 ล้านบาท  และพื้นที่เสี่ยงสูง ช่วยเหลือ 227.70 ล้านบาท และเกษตรกร ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัย ในพื้นที่เสี่ยงภัยต่ำที่สุดจำนวน 3.80ล้านบาท พื้นที่เสี่ยงต่ำมาก จำนวน 13.52 ล้านบาท พื้นที่เสี่ยงต่ำ จำนวน29.86 ล้านบาท พื้นที่เสี่ยงปานกลาง จำนวน 35.95 ล้านบาทและพื้นที่เสี่ยงสูง จำนวน 47.08 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ถึงการประกันความเสี่ยงของเกษตรกร พบว่าเกษตรกรของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยรวม 47ล้านบาท และจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 523 ล้านบาท สำหรับภัย 6 ประเภทเพราะฉะนั้นส่วนต่างของเบี้ยที่จ่ายและค่าสินไหม จำนวน 476 ล้านบาทขณะเดียวกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดเกษตรกรต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยรวม 3.80 ล้านบาทและจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 70 ล้านบาทเพราะฉะนั้นส่วนต่างของเบี้ยที่จ่ายและค่าสินไหม จำนวน 66 ล้านบาทดังนั้นภาพรวมของส่วนต่างที่เกษตรกรได้รับจากการเข้าร่วมโครงการรวมทุกพื้นที่จำนวน1,536  ล้านบาท และ จำนวน 702 ล้านบาทตามลำดับของภัยพิบัติแต่ละประเภทนั่นเอง

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน พบว่าการดำเนินการประกันภัยไปแล้วทุกพื้นที่ความเสี่ยง รวมจำนวนพื้นที่ทั้งหมด0.29 ล้านไร่ ค่าเบี้ยประกันรวม 128 ล้านบาท เกษตรกรจำนวน 3.1หมื่นรายที่เข้าร่วมโครงการและมีพื้นที่ร้อยละ 19.67ของพื้นที่เป้าหมายรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริการจัดการผลกระทบที่มีต่อโครงการและ/หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียควรดำเนินการประชาสัมพันธ์ชี้แจงรายละเอียดโครงการและเงื่อนไขในการทำประกันภัยให้ชัดเจนแก่เกษตรกรเพื่อประกอบการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและมีการบูรณาการการประเมินพื้นที่เสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้มีความคิดเห็นร่วมกัน รวมถึงการขยายประเภทของสินค้าเกษตรที่ทำประกันภัยและควรมีการพิจารณาขยายประเภทของสินค้าเกษตรให้เพิ่มมากขึ้น เช่นมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสินค้าเกษตรอื่นๆ เป็นต้นเพื่อให้สามารถประกันภัยความเสี่ยงจากธรรมชาติได้ด้วยอีกทั้งมูลค่าเบี้ยที่ทำประกันโดยบริษัทประกันภัยดำเนินการนั้นจะต้องพิจารณาถึงเบี้ยประกันที่แท้จริงควรอยู่ที่ระดับใดหากว่ารัฐบาลไม่เข้าไปอุดหนุน (subsidy)เพื่อทำให้โครงการนี้สามารถขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท