
ยึดเมือง
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์ [email protected]
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์ [email protected]
2 สัปดาห์ก่อนผมเล่าเรื่องเมียนมามีแววจะ “หมดทรัพย์” สัปดาห์ที่แล้วผมเล่าเรื่องเวียดนาม “โดนแย่ง” ตลาดธุรกิจภาคการเงิน วันนี้ผมจะข้ามมาเล่าเรื่องลาวจ่อโดน “ยึดเมือง” ครับ
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่สัมภาษณ์และสำรวจในนครหลวงเวียงจันทน์ของลาว โครงการหนึ่งที่ผมได้เข้าไปสำรวจด้วย คือโครงการเขตเศรษฐกิจเฉพาะบึงธาตุหลวง โครงการที่กลุ่มทุนบริษัท เซี่ยงไฮ้ หว่านเฟิง ของจีนได้รับสัมปทานพื้นที่ 365 เอเคอร์ หรือกว่า 2,281 ไร่ จากรัฐบาลลาวนาน 99 ปี เริ่มเปิดขายห้องพักเฟสแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา
รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ ท่านสามารถหาอ่านได้จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 2558 ครับ สิ่งที่ผมจะมาเล่าคือเรื่องที่ไม่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันนั้น
ชาวลาวเล่าให้ฟังว่า พื้นที่เดิมของโครงการดังกล่าวเป็นป่าและบึงขนาดใหญ่ครับ พวกเขาตกใจมาก ที่ตอนนี้โครงการพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และมีคนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาซื้อห้องชุดในโครงการพอสมควร
แน่นอนครับ พวกเขากังวลเรื่องโดน “ยึดเมือง”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวจีนและเวียดนามเข้ามาลงทุน และเข้ามาอยู่อาศัยในลาวจำนวนมากครับ ในเวียงจันทน์ตอนนี้มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของจีนมากราวกับคว้าที่ดินได้ในราคาไร่ละบาทสองบาท ชาวลาวเริ่มไม่แน่ใจว่า อนาคตเมืองของพวกเขาจะมีชาวต่างชาติมากกว่าคนท้องถิ่นหรือไม่
ผู้ใหญ่ที่เป็นที่รู้จักในแวดวงสถาปนิกไทยท่านหนึ่ง กรุณาเล่าให้ฟังครับว่า ตอนนี้แม้กระทั่งที่ตั้งหอสมุดแห่งชาติของลาว รัฐบาลลาวก็มอบพื้นที่ให้จีนไปดูแลเรียบร้อยแล้ว
มีคนในแวดวงธุรกิจลาวท่านหนึ่งเล่าให้ฟังอีกครับว่า แม้ลาวจะมีกฎหมาย แต่สุดท้ายแล้ว การเจรจาต่างๆ ก็จบที่ภาครัฐ ไม่ได้จบที่กฎหมาย
ชาวลาวทุกคนพูดเกี่ยวกับการลงทุนขนาดใหญ่ตรงกันครับว่า พวกเขา “กลัว” แต่ทำอะไรไม่ได้
ผมเชื่อว่าภาครัฐของลาวเองก็คงมีเจตนาที่ดีครับ ต้องการให้ประเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่การแลกเปลี่ยน
บางอย่าง ก็อาจไม่ได้เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า รวมถึงอาจไม่ได้ส่งเสริมหรือคุ้มครองชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนท้องถิ่นอย่างที่ควรจะเป็น
ตอนนี้เราคงได้แต่หวังว่า การตัดสินใจครั้งต่อๆ ไปของรัฐบาลประเทศต่างๆ ในอาเซียน จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ไม่แลกความมั่นคงกับประโยชน์หวือหวา
และไม่ลืมพิจารณาในมุมของประชาชน “ตัวจริง”







