
ซิงเกิ้ลวีซ่ากับการไม่มีด่าน
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ยิ่งใกล้จะเป็น AEC (ASEAN Economic Community หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) เท่าไร ก็ดูจะมีความสับสนในเรื่องกระจุกกระจิกมากขึ้นเท่านั้น ที่จริงแล้วจะใช้คำว่ากระจุกกระจิกก็ไม่ถูกนัก เพราะหลายๆ เรื่องอาจจะมีผลกระทบกับทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจไม่น้อย
ก่อนอื่นต้องย้ำกันเสมอว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประชาคม ASEAN หรือ AC (ASEAN Community) เพราะ AC นั้น ประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา คือ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ดูเหมือนเสาที่ดังที่สุดคือ เสาเศรษฐกิจ เพราะนอกจากพ่อค้านักธุรกิจทั้งหลายท่านจะเสียงดังแล้ว เศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อสังคมและการเมือง อีกเรื่องที่ต้องย้ำกันเสมอๆ คือประชาคมอาเซียนนั้นไม่ได้เป็นแบบสหภาพยุโรป หรือ EU (European Union) ในปัจจุบัน เพราะขั้นการรวมกลุ่มทางเศษฐกิจยังไปไม่ถึง เพียงแต่ AC นั้นใกล้เคียงกับ EU เพื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ที่เขาเรียกว่า EC (European Community) ส่วน EU นั้น เป็น EC มาหลายสิบปี กว่าจะมาเป็น EU ในปัจจุบัน กว่าจะมีสภา มีการใช้เงินสกุลยูโร ฯลฯ เขาใช้เวลาเตรียมตัวเป็นสิบๆ ปี แต่กระนั้นประเทศที่เข้ามาใหม่ๆ ทีหลัง ก็ทำเอา EU แทบพังไปทั้งกลุ่มดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้
นอกจากนี้ เรื่องการเงินเขาก็ให้ขึ้นกับสมาชิกว่าจะมาร่วมใช้ยูโรหรือไม่ และเรื่องวีซ่าเขาก็ขึ้นกับสมาชิกอีก โดยเรียกเป็นเช็งเก็น วีซ่า ไปขอที่สถานทูตประเทศไหน ก็หมายความว่าต้องเหยียบแผ่นดินประเทศนั้นก่อน รายละเอียดปลีกย่อยหลายๆ อย่างกระทรวงการต่างประเทศของของไทยคงจะทราบดี และคงจะทำความตกลงกับประเทศคู่เจรจาในอาเซียนไม่ให้ไทยต้องเสียเปรียบ ที่สำคัญคือต้องเปิดเผยและประชาสัมพันธ์ให้คนไทย ไม่ใช่แต่ทราบ แต่ต้องเข้าใจด้วย โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าซิงเกิ้ลวีซ่านั้น สำหรับคนที่อยู่ประเทศนอกกลุ่มอาเซียนหรืออยู่ในประเทศที่สามที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศกลุ่มอาเซียนเท่านั้น เพื่อความสะดวก ไม่ต้องไปขอวีซ่าหลายๆ ที่ ขอวีซ่าที่เดียวก็มาได้หลายประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบในขณะนี้ มีแค่ประเทศไทยกับกัมพูชาที่ทำความตกลงกันได้
นอกจากนี้ จะยังคงมีการตรวจการเดินทางเข้า-ออกประเทศเช่นเดิม ไม่ใช่การเปิดด่านให้ผ่านไปมาอย่างง่ายดายแบบในยุโรป และสำหรับคนในประเทศสมาชิกอาเซียนเอง ถึงแม้จะมีการเดินทางไปมากันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ก็ยังมีด่านตรวจการเดินทางเข้า-ออกเช่นกัน และมีระยะเวลาในการพำนักอยู่ในแต่ละประเทศ เช่น ในกรณีของผู้มีหนังสือเดินทางไทย สามารถพำนักอยู่ในประเทศบรูไนและกัมพูชาได้ 14 วัน พำนักอยู่ในฟิลิปปินส์ได้ 21 วัน และประเทศอื่นๆ ของอาเซียน ยกเว้นพม่าได้ 30 วัน เป็นต้น
ส่วนเรื่องการเปิดด่านให้คนในอาเซียนและประเทศที่ 3 ที่ได้วีซ่าแล้ว เดินทางไป-มาในอาเซียนได้สะดวกนั้น ผู้เขียนเชื่อและหวังว่ายังจะต้องใช้เวลาอีกนาน ดูตัวอย่างจากสหภาพยุโรปอีกเช่นกัน ที่เป็น EC มาเป็นเวลานาน จนเปลี่ยนมาเป็น EU แล้วหลายปี จึงเพิ่งมาเปิดด่านกันไม่ถึง 10 ปีนี้เอง แล้วก็ยังปรากฏว่าปัญหาจากอาชญากรประเภทฉกชิงวิ่งราวและการขโมยเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ประสบการณ์ที่ผู้เขียนเห็นมากับตาคือมีการขี่มอเตอร์ไซค์กระชากกระเป๋า แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์หนีรถตำรวจกันอย่างกับในภาพยนตร์ เพื่อจะข้ามแดนจากสวิสเข้าไปในฝรั่งเศส เพราะถ้าเข้าไปได้ก็ถือว่าเป็นเขตของตำรวจฝรั่งเศส ตำรวจสวิสก็ทำอะไรไม่ได้ ผู้เขียนหวังว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจะไม่เร่งรีบจนเกินไป และดำเนินการทุกอย่างไปอย่างระมัดระวัง ไม่ให้มีภาพนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะถัาเกิดคงจะร้ายแรงกว่ามาก
ส่วนความกังวลว่าจะมีแรงงานคุณภาพต่ำไหลเข้ามาในประเทศ ในปลายปีนี้เพราะการเปิดเสรีบริการนั้นก็เป็นเรื่องเข้าใจผิด และควรลืมไปได้เลย เพราะเมื่อไม่เปิดด่านแล้ว แถมในการเจรจาเปิดเสรีบริการ เขาเปิดแต่เฉพาะแรงงานที่มีฝีมือ เช่น การเปิดสาขาวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล บัญชี ฯลฯ แล้วก็ยังต้องให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะในวิชาชีพนั้นๆ อีก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ส่วนแรงงานคุณภาพต่ำที่จะเข้ามาเป็นแรงงานจริงๆ นั้นจะเข้ามาน้อยหรือมากก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของอุตสาหกรรมภายในประเทศของไทย คือเป็นไปตามหลักการอุปสงค์-อุปทานของตลาดเท่านั้นในทางตรงข้าม กลับมีผู้กังวลว่าการเปิดเสรีบริการในสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ จะทำให้ผู้มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาชีพนั้นๆ เคลื่อนย้ายไปอยู่ประเทศอื่น ทำให้เกิดความขาดแคลนในประเทศไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดของไทย ตรงนี้ ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการศึกษาและสำรวจความคิดเห็นมากน้อยแค่ไหน มีการเตรียมทางหนีทีไล่อย่างไร และเห็นด้วยว่าเป็นมุมมองที่ควรรับฟัง







