
ตัดใจโละสต๊อก
การประกาศเลื่อนการปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2558/2559 ออกไป 1 เดือน หรือเลื่อนเป็นเดือน ก.ค. เนื่องจากภัยแล้ง เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศผู้ผลิตข้าวทั่วโลก ส่งผลให้ล่าสุด (22 มิ.ย.) ราคาข้าวเปลือกและข้าวสารในประเทศปรับเพิ่มขึ้นแล้ว โดยข้าวขาว 5% ราคาเพิ่มเป็น 1.15 หมื่นบาท/ตัน จากระดับ 1.1 หมื่นบาท/ตัน ส่วนข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15% ราคายังยืนอยู่ที่ 7,200-7,500 บาท/ตัน
การประกาศเลื่อนการปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2558/2559 ออกไป 1 เดือน หรือเลื่อนเป็นเดือน ก.ค. เนื่องจากภัยแล้ง เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศผู้ผลิตข้าวทั่วโลก ส่งผลให้ล่าสุด (22 มิ.ย.) ราคาข้าวเปลือกและข้าวสารในประเทศปรับเพิ่มขึ้นแล้ว โดยข้าวขาว 5% ราคาเพิ่มเป็น 1.15 หมื่นบาท/ตัน จากระดับ 1.1 หมื่นบาท/ตัน ส่วนข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15% ราคายังยืนอยู่ที่ 7,200-7,500 บาท/ตัน
ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ขณะนี้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลทางจิตวิทยาจากสถานการณ์ภัยแล้ง ส่งผลให้ราคาข้าวขาว 5% ในประเทศปรับเพิ่มเป็น 11.50 บาท/กิโลกรัม จากก่อนหน้านี้ที่ราคาลดลงไปแตะระดับต่ำสุด 11 บาท/กิโลกรัม ทั้งยังทำให้ราคาส่งออกข้าวขาว 5% เพิ่มเป็น 380 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเดิม 360-370 เหรียญสหรัฐ/ตัน
“ต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิดว่าในเดือน มิ.ย.-ก.ค. ฝนจะตกปกติหรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อการปลูกข้าวนาปรังด้วย และตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าภัยแล้งจะรุนแรงไปทั่วโลกหรือไม่ แต่หากภัยแล้งมีความรุนแรง จะทำให้มีประเทศผู้นำเข้าข้าวสั่งซื้อข้าวมาตุนไว้พร้อมเพื่อรับมือกับผลผลิตข้าวในประเทศที่จะลดลง และนั่นจะทำให้ราคาข้าวโลกขยับขึ้นตาม” ชูเกียรติ กล่าว
ขณะที่ มานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย มองว่า แม้ว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะทำให้ราคาข้าวปรับเพิ่มขึ้น แต่ต้องติดตามแผนการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลที่มีอยู่ 16 ล้านตันด้วย โดยเฉพาะข้าวด้อยคุณภาพที่มีอยู่ 13-14 ล้านตัน ว่ารัฐบาลจะระบายออกมาอย่างไร เพราะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อราคาข้าวทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ
“รัฐบาลต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด หากจะระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ให้เร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้ข้าวในส่วนนี้เข้ามาปะปนและกระทบต่อราคาข้าวในฤดูกาลปกติ”
สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ สหรัฐ (USDA) ที่ออกรายงานสถานการณ์ข้าวประจำเดือน มิ.ย. 2558 โดยระบุว่า การที่รัฐบาลไทยเปิดระบายสต๊อกข้าว 1.1 ล้านตัน ให้กับผู้ส่งออกและพ่อค้าข้าว เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ส่งผลให้ราคาข้าวขาว 5% ของไทยลดลงเหลือระดับ 369 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากระดับ 380 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือลดลง 11 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากสัปดาห์ก่อนหน้านี้
ด้าน สมพร อิศวิลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว สถาบันคลังสมองของชาติ ประเมินว่า แม้ว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นในไทยและแหล่งผลิตข้าวสำคัญจะรุนแรงขึ้น แต่ราคาข้าวโลกจะปรับเพิ่มไม่มาก เพราะทั่วโลกรับรู้ว่าสต๊อกข้าวผู้ส่งออกยังอยู่ในระดับสูง คือ อินเดีย 23 ล้านตัน และไทย 15-16 ล้านตัน และที่สุดแล้วข้าวเหล่านี้จะต้องถูกระบายสู่ตลาดผู้บริโภค
ขณะที่ผลผลิตข้าวของเวียดนามไม่น่าจะได้รับผลกระทบภัยแล้งมากนัก เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลเวียดนามสั่งห้ามปลูกข้าวนาปรังและสั่งให้ชาวนาหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน จึงมีน้ำเพียงพอในการเพาะปลูกข้าวนาปี อีกทั้งรัฐบาลเวียดนามมีนโยบาย “ขายข้าวต่ำกว่าไทยทุกราคา”
สมพร เสนอว่า รัฐบาลต้องตัดสินใจระบายข้าวคุณภาพต่ำในสต๊อก 11-12 ล้านตัน ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การบริโภค ก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปีจะออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือน พ.ย. ซึ่งนอกจากลดภาระค่าเก็บข้าวและค่าเสื่อมคุณภาพข้าวแล้ว จะทำให้ราคาข้าวเปลือกเพิ่มเป็นระดับ 9,000 บาท/ตัน
นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีมาตรการจ่ายเงินตรงเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยเฉพาะชาวนาที่มีที่นาไม่เกิน 15 ไร่ และงบที่ลงไป 4 หมื่นล้านบาท จะกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศได้ด้วย







