posttoday
เปิดบ้าน 'คอนติเนนทอล' เปิดเบื้องหลังความสำเร็จค่ายรถ

เปิดบ้าน 'คอนติเนนทอล' เปิดเบื้องหลังความสำเร็จค่ายรถ

23 มิถุนายน 2558

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

คร่ำหวอดในแวดวงยานยนต์มานานกว่า 144 ปีแล้ว สำหรับคอนติเนนทอลผู้นำในการผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์จากประเทศเยอรมนี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ด้วยแบรนด์ของตนเอง แต่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ เนื่องจากผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีที่ป้อนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายในโลก

เอลมาร์ เดเกนฮาร์ท ประธานกรรมการบริหารคอนติเนนทอล ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำ เปิดเผยว่า ได้จัดงานคอนติเนนทอล เทกโชว์ที่เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี เปิดบ้านเพื่อโชว์เทคโนโลยีล้ำสมัย ในฐานะผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งในปี 2557 มียอดขายรวมกันทั่วโลกกว่า 3.45 หมื่นล้านยูโร มีพนักงานกว่า 2 แสนคน ใน 53 ประเทศทั่วโลก 

คอนติเนนทอลได้แบ่งธุรกิจออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.ช่วงล่างและความปลอดภัย (Chassis & Safety Division) 2.อุปกรณ์ภายในรถยนต์ (Interior Division) 3.ระบบขับเคลื่อน (Powertrain Division) 4.ยางรถยนต์ (Conti Tire) และ 5.ยางเฉพาะทางอิลาสโทเมอ (Conti Tech)  

ทั้งนี้ หลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นประกอบด้วย 3 ส่วน เริ่มจากส่วนที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเครื่องยนต์ (Powertrain) ให้มีการใช้พลังงาน และปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์น้อยลง ลดการปล่อยมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยเน้นรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ระบบไฮบริด (Electronic Vehicle/Hybrid Electric Vehicle) การนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบการขับขี่ด้วยไฟฟ้า ช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การผลิตแบตเตอรี่ขนาด 48 โวลต์ เป็นเทคโนโลยีไฮบริดรุ่นล่าสุดที่ใช้ได้กับเครื่องยนต์ในหลายชนิด ขณะเดียวกันได้เพิ่มฟังก์ชั่นการขับขี่ เช่น ระบบ E-Boosting และ Coasting ที่ช่วยประหยัดพลังงานมากถึง 21% ระบบ start-stop อัตโนมัติของเครื่องยนต์ช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลพิษ ระบบท่อไอเสียที่มีประสิทธิภาพ ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิง ส่วนประกอบต่างๆ ของระบบเครื่องยนต์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลต้องไม่เกิน 130 กรัมต่อการวิ่ง 1 กม. ในปี 2558 และตั้งเป้าหมายว่าจะลดให้เหลือ 95 กรัมต่อการวิ่ง 1 กม. ภายในปี 2563

สำหรับส่วนที่ 2 คือ ระบบความปลอดภัย เริ่มจากระบบขับขี่อัตโนมัติ ผู้ขับขี่จะมีอิสระในการขับขี่มากขึ้นด้วยระบบการควบคุมการขับขี่อัจฉริยะช่วยให้ผู้ขับขี่มีความปลอดภัยมากขึ้น ระบบช่วยขับขี่ประกอบไปด้วย ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบป้องกันการออกนอกเลนที่ช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อรถยนต์ไถลออกจากถนน และระบบตรวจจับมุมอับทำงานด้วยเรดาร์เซ็นเซอร์หรือกล้องที่คอยตรวจช่วงหลังและตามด้านข้างของรถและแสดงสัญญาณในกระจกมองข้าง เพื่อบอกว่ามีรถวิ่งอยู่ในมุมอับหรือไม่

ส่วนที่ 3 คือ การจัดการข้อมูลระบบสารสนเทศ หรือระบบอี-ฮอริสัน หรือเซ็นเซอร์ระบบคลาวด์ ซึ่งจะเปลี่ยนแผนที่ดิจิทัลให้กลายเป็นตัวเซ็นเซอร์ ให้ข้อมูลอัพเดทอย่างต่อเนื่องและมีความแม่นยำสูง ที่ให้ประโยชน์ได้มากกว่าแค่การนำทางเพียงอย่างเดียว สามารถที่จะนำข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น สภาพอากาศ สภาพการจราจร หรือการก่อสร้างระหว่างทางใส่ลงในแผนที่ดิจิทัล และเตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้กับอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ จะเปลี่ยนยานยนต์ให้กลายเป็นตัวเซ็นเซอร์เคลื่อนที่ ซึ่งจะทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนท้องถนนผ่านระบบคลาวด์ตลอดเวลานั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีระบบเชื่อมโยงการขับขี่อัจฉริยะ ระบบนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ช่วยให้ผู้ขับขี่ตัดสินใจได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ระบบเครือข่ายอันชาญฉลาด และยังมีเซ็นเซอร์สภาพแวดล้อมรอบตัวเทคโนโลยี เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกสบาย อุปกรณ์จับเซ็นเซอร์ต่างๆ อาทิ กล้องเรดาร์และตัวจับแสงและระยะไลดาร์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ขับรถยนต์ขับได้อย่างสบายใจมากขึ้น อุปกรณ์เหล่านี้ทำงานโดยการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมรอบยานยนต์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปให้ผู้ขับขี่ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ มีความแม่นยำมากขึ้น เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น เป้าหมายของบริษัทคือการขับขี่ปลอดอุบัติเหตุ ด้วยอุปกรณ์ และระบบอัจฉริยะเหล่านี้ที่จะช่วยให้การขับขี่ยานพาหนะมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทได้แบ่งการพัฒนาระบบขับขี่อัจฉริยะออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ในปี 2559 ระบบอัตโนมัติเพียงบางส่วน ผู้ขับขี่ยังคงต้องเป็นผู้ควบคุมระบบต่างๆ อย่างใกล้ชิด และผู้ขับขี่ยังสามารถเข้าควบคุมรถได้ตลอดเวลา ในช่วงที่ 2 ในปี 2563 จะใช้ระบบอัตโนมัติอย่างสูง ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องคอยควบคุมระบบต่างๆ เนื่องจากระบบสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง และช่วงที่ 3 ในปี 2567 ระบบอัตโนมัติสมบูรณ์แบบ ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องคอยควบคุมการขับยานยนต์และระบบเลย

พร้อมกันนี้คอนติเนนทอลยังได้เปิดให้ได้ดูสนามทดสอบ Contidrom ซึ่งเป็นสนามที่ใช้ทดสอบมา 50 ปี เนื้อที่ 1,000 ไร่  สนามแห่งนี้ได้พัฒนารูปแบบการทดสอบให้มีความหลากหลาย โดยสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ 250 กม./ชม. ทำการทดสอบการยึดเกาะถนน การบังคับพวงมาลัย ในสภาพถนนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวแห้ง เปียก ขรุขระ นอกจากนี้ยังมีศูนย์สำหรับทดสอบเบรกอัตโนมัติเป็นศูนย์ทดสอบที่ไม่ใช้มนุษย์เป็นผู้ขับขี่ ถือเป็นแห่งแรกที่มีศูนย์ทดสอบระบบเบรกในร่ม สามารถทดสอบการเบรกได้ทุกสภาพอากาศ และตลอด 24 ชั่วโมง เปิดให้บริการมานาน 2 ปีครึ่ง ซึ่งทำให้ทราบถึงประสิทธิภาพของระบบยานยนต์ได้ทั้งหมดในระหว่างการทดสอบขับขี่

เดเกนฮาร์ท กล่าวอีกว่า เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คอนติเนนทอลได้เข้าซื้อกิจการบริษัท อิเลคทรอบิต ออโตโมทีฟ โดยใช้งบในการซื้อกิจการจำนวน 600 ล้านยูโร ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเออลานเกน ประเทศเยอรมนี แต่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฟินแลนด์ ทั้งนี้ บริษัท อิเลคทรอบิตฯ มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมซอฟต์แวร์โซลูชั่น การควบรวมกิจการคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ปัจจุบันอิเลคทรอบิตฯ มีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 1,900 คน ร่วมกันพัฒนาโซลูชั่นสำหรับยานยนต์ที่มีฟังก์ชั่นซับซ้อน จากก่อนหน้านี้คอนติเนนทอลได้ร่วมมือทางธุรกิจก่อนเข้าซื้อกิจการมานาน 10 ปี

เหล่านี้คือการเผยให้เห็นนวัตกรรมของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของโลก ซึ่งมีภารกิจในการร่วมลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และรับมือกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี