posttoday
กัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ เศรษฐีพลังงานครบวงจร

กัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ เศรษฐีพลังงานครบวงจร

22 มิถุนายน 2558

ธุรกิจพลังงานทดแทนทำให้ “กัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) วัย 60 ปี ติดทำเนียบมหาเศรษฐีฟอร์บส์ ประเทศไทย ครั้งแรกปีนี้ ในอันดับที่ 44 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 1.76 หมื่นล้านบาท โดยมี โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ภรรยา บริหารงานเคียงข้างในฐานะประธานกรรมการบริหารและประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

ธุรกิจพลังงานทดแทนทำให้ “กัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) วัย 60 ปี ติดทำเนียบมหาเศรษฐีฟอร์บส์ ประเทศไทย ครั้งแรกปีนี้ ในอันดับที่ 44 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 1.76 หมื่นล้านบาท โดยมี โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ภรรยา บริหารงานเคียงข้างในฐานะประธานกรรมการบริหารและประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

บริษัทด้านพาณิชย์ที่ซื้อมาขายไปอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อเดือน ต.ค. 2553 ณ เวลานั้น บริษัทได้สัมปทานทำโซลาร์ฟาร์มมาแล้ว และเตรียมเร่งระดมทุนเข้า ตลท.เพื่อก่อสร้างธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

นับตั้งแต่ปี 2555 เมื่อโรงไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จ ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากกำไร 90 ล้านบาท ในปี 2554 เป็น 778 ล้านบาท ในปี 2555 ปี 2556 มีกำไร 883 ล้านบาท และปี 2557 กำไร 545 ล้านบาท

โครงสร้างรายได้ของบริษัทเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อปี 2557 ที่มีรายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนเกิน 50% ส่งผลให้ราคาหุ้นก้าวกระโดดตาม ถ้านับจากเข้า ตลท.จนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 7 ปี ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า เฉพาะปีที่ผ่านมาที่ธุรกิจพลังงานทดแทนพลิกขึ้นมาทำรายได้หลัก ราคาหุ้นของ GUNKUL พุ่งขึ้นไปกว่า 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม ไตรมาสแรกที่ผ่านมากำไรสุทธิของ GUNKUL ลดลงถึง 88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 48 ล้านบาท ตามรายได้ที่ลดลง

กัลกุล กล่าวว่า ไตรมาส 2 คาดว่าผลการดำเนินงานจะดีขึ้นจากไตรมาสแรกและช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากเริ่มก่อสร้างและมีงานขายที่รับรู้รายได้ ช่วงนี้แสงแดดดีและมียอดขายไฟฟ้าและอุปกรณ์เพิ่ม และครึ่งหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก

พงษ์สกร ดำเนิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและวางแผนกลยุทธ์ GUNKUL กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 5,200 ล้านบาท โตขึ้นจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 50% เนื่องจากปีนี้บริษัทรู้รายได้จากงานในมือ ของงานรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า (EPC) 600 ล้านบาท จากที่มีอยู่ 1,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิในปีนี้คาดว่าจะดีกว่าปีก่อนที่ทำได้ 545 ล้านบาท

โศภชา กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ในสิ้นปีนี้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากในประเทศ โดยรายได้จากเมียนมาไม่ถึง 5%

สำหรับปีนี้ “กัลกุล” กล่าวว่า ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 60% เนื่องมาจากธุรกิจนี้ลงทุนครั้งเดียวต่อไปแค่บำรุงรักษาจะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปี 2559 รายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนจะเพิ่มเป็นมากกว่า 80% และปี 2560 เพิ่มเป็น 95% เนื่องมาจากจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งหมดแล้วเสร็จ

สถานการณ์ธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศแข่งขันสูงตั้งแต่ปี 2557 ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าไม่มีส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) แล้วทำให้บริษัทรุกเข้าไปลงทุนที่ญี่ปุ่น

GUNKUL ได้สัมปทานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 70 เมกะวัตต์ สัญญา 25 ปี ตั้งแต่ 2 ปีก่อน และได้แอดเดอร์ 8 บาท 8 ชั่วโมง/วัน โรงไฟฟ้าพลังงานลม 170 เมกะวัตต์ กำลังก่อสร้าง ได้แอดเดอร์ 3.50 บาท 24 ชั่วโมง/วัน นับว่าได้ผลตอบแทนดีกว่าพลังงานแสงอาทิตย์

โศภชา กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าภายใน 3 ปี (2558-2560) จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 500 เมกะวัตต์ ที่จะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าระบบปี 2561 โดยปัจจุบันมีแล้ว 270 เมกะวัตต์

พงษ์สกร กล่าวถึงความคืบหน้าการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากเข้าซื้อกิจการ Sendai Okura Mega Solar (GK Sendai) กำลังการผลิตประมาณ 31.75 เมกะวัตต์ ว่า เตรียมก่อสร้างและจะจ่ายไฟเข้าระบบได้ในกลางปี 2560 และเฟส 2 อีก 34 เมกะวัตต์ และเฟส 3 อีก 39 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) คาดว่าจะสรุปได้ปีนี้ และกลางปีหน้าจะได้ข้อสรุปขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มเพิ่มอีก 100 เมกะวัตต์ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้าได้ถึง 200 เมกะวัตต์ จะจ่ายไฟเพิ่มขึ้นได้ในปี 2561-2562

ด้านโครงการผลิตไฟฟ้าในประเทศเมียนมา เฟสที่ 2 กำลังการผลิต 25 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดเริ่มจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปี 2558 นี้ ส่วนเฟสที่ 3 อยู่ระหว่างรอสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA)

บริษัทอัดงบลงทุนปีนี้หมื่นล้านบาท ลุยโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มและโรงไฟฟ้าพลังลม พร้อมขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่นให้ครบ 200 เมกะวัตต์ในปี 2561

ในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มค้างท่อ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังลม ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้รับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม 2 โครงการ รวม 95 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 93 เมกะวัตต์ โดยบริษัทเจรจากับเจ้าของโครงการเพื่อเข้าร่วมทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์มประมาณ 80 เมกะวัตต์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ส.ค.นี้

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังลมในเฟสแรก 60 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะจ่ายไฟเข้าระบบในเดือน พ.ค. 2559 ส่วนเฟส 2 อีก 50 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการหาผู้รับเหมาก่อสร้าง คาดว่าจะจ่ายไฟเข้าระบบในเดือน มี.ค. 2560 และเฟส 3 อีก 60 เมกะวัตต์ จะจ่ายไฟในเดือน มี.ค. 2560 ทำให้บริษัทจะรับรู้กำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังลมปีละ 1,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาความเป็นไปได้ในการทำโครงการโรงไฟฟ้าพลังลมเพิ่มเติมอีก 2 โครงการ โครงการละ 50 เมกะวัตต์ และ 16 เมกะวัตต์ แต่ทั้งนี้คงต้องรอความชัดเจนจากนโยบายรัฐในการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานลม

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าขยะอยู่ระหว่างการศึกษาเช่นกัน แต่การลงทุนหรือไม่ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบายรัฐว่าจะส่งเสริมให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนมากน้อยแค่ไหน หรือภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุนเอง

ข่าวล่าสุด

GGC ลดพาร์เหลือ 8 บาท เสริมฐานะการเงิน ปูทางความพร้อมจ่ายปันผลในอนาคต

GGC ลดพาร์เหลือ 8 บาท เสริมฐานะการเงิน ปูทางความพร้อมจ่ายปันผลในอนาคต