posttoday
ทีวีดิจิทัลดันอาร์เอส ติดจอเรดาร์สถาบัน

ทีวีดิจิทัลดันอาร์เอส ติดจอเรดาร์สถาบัน

22 มิถุนายน 2558

เม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจสื่อแต่ละปีมากมายมหาศาลระดับ 5-6 หมื่นล้านบาท เย้ายวนให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่หน้าเก่า

โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ 

เม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจสื่อแต่ละปีมากมายมหาศาลระดับ 5-6 หมื่นล้านบาท เย้ายวนให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่หน้าเก่า ก้าวเท้าสู่ธุรกิจสื่อ เข้าร่วมประมูลหวังแบ่งชิงก้อนเค้ก ภายหลังทางการเปิดให้มีการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล แต่ปรากฏว่าไม่ถึงปีเริ่มเห็นอาการของผู้แพ้และผู้ชนะ

“เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส (RS) ในฐานะผู้บริหารทีวีดิจิทัลช่อง 8 ยอมรับว่า ธุรกิจทีวีเป็นธุรกิจที่หอมหวนก็จริง ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของผู้ที่มีความพร้อม ใส่ใจ และทุ่มเท

แต่กรณีที่เกิดขึ้นมีผู้ประกอบการบางรายเริ่มประสบปัญหานั้น ไม่ได้เกินสิ่งที่อาร์เอสคาดการณ์ไว้ เพียงแต่เกิดขึ้นเร็วเกินไปเท่านั้น

บริษัทเคยวาดภาพว่า 3 ปี ภายหลังจากเกิดทีวีดิจิทัลตลาดจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จำนวนคนดูจะถ่ายเทจากช่องเดิมไปยังช่องใหม่ และจะเป็นผลให้เรทติ้งของอันดับ 1 และ อันดับ 2 ลดลง และสุดท้ายแล้ว เมืองไทยจะมีทีวียอดนิยมเพียง 5 ช่อง เกาะกลุ่มกันเพื่อกินส่วนแบ่งคนดู 70-75% รวมถึงกินส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณา 70% ซึ่งมีประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท/ปี ภาพนี้ไม่ต่างจากต่างประเทศ เพราะมีการศึกษามาแล้วว่าผู้ชมจะสามารถจดจำทีวีที่ตัวเองดูได้ไม่เกิน 5 ช่อง 

ส่วนช่องที่เหลือจะอยู่อย่างลำบาก และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ขาดทุนก็จริง แต่มีสายป่านแข็งแรง สามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้ และกลุ่มที่ 2 ขาดทุน แต่ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ

ในส่วนของอาร์เอส ถือว่าช่อง 8 มาเร็วกว่าที่คาดไว้เช่นกัน ก่อนจะมาเป็นทีวีดิจิทัล อาร์เอสทำทีวีดาวเทียมมาก่อน และเป็นอันดับ 1 ในบรรดาทีวีดาวเทียม โดยใช้เวลา 2 ปี ขึ้นเป็นช่องดาวเทียมอันดับ 1 พอมาประมูลทีวีดิจิทัล ปรับช่อง 8 ให้เปลี่ยนมาเป็นทีวีดิจิทัล และใช้เวลา 1 ปี ขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ถือเป็นไปตามเป้าหมาย แต่มาเร็วกว่าคาดการณ์

“สถานการณ์โดยรวมที่เกิดขึ้นไม่ผิดจากที่คาด เรตติ้งอันดับ 1 และ 2 ลดลงจริง แต่กลับเกิดขึ้นเร็วภายใน 1 ปีเท่านั้น ตลาดเปลี่ยนเร็ว ทำให้เห็นผลเร็วขึ้น เห็นผู้แพ้ ผู้ชนะเร็วขึ้น อันดับ 1 และอันดับ 2 ต้องแก้เกม เพื่อปกป้องพื้นที่เดิม แต่มองว่าเป็นเรื่องยากเพราะประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น จากอดีตทีวีเป็นธุรกิจสัมปทานมีทีวีให้บริการเพียง 3-4 ช่อง แต่ปัจจุบันกลับขยายเพิ่มเป็น 24 ช่อง ตลาดกลับข้างไปเป็นของผู้บริโภค รวมถึงผู้ซื้อโฆษณาเป็นใหญ่” เฮียฮ้อ กล่าว

ภาพจากนี้ไปการแข่งขันจะเปิดกว้างและรุนแรงมากขึ้น จากจำนวนช่องทีวีที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางจำนวนคนดูไม่ได้เพิ่มขึ้นมากตาม ขณะที่เม็ดเงินโฆษณานั้นแม้ว่าจะมีการเติบโตทุกปี แต่ไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยจะขยายตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจ

ปกติเม็ดเงินโฆษณาทั้งอุตสาหกรรมจะเติบโตปีละประมาณ 7-10% ทุกปี ปีนี้คาดว่าน่าจะเติบโตในระดับประมาณ 6-7% แต่หากเข้าไปดูในส่วนของผู้นำในอุตสาหกรรมทีวีจะเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการเติบโตของอุตสาหกรรม ขึ้นอยู่กับเรตติ้ง ในประเด็นนี้ทำให้อาร์เอสให้ความสำคัญกับการเพิ่มเรตติ้ง

ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาของทั้งอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ถือว่าอยู่ในระดับผิดจากสภาพปกติ ประเมินว่าน่าจะรับผลจากสภาพเศรษฐกิจรุมเร้า ทำให้ผู้ประกอบการทั้งอุตสาหกรรมรับผลกระทบดังกล่าว รวมถึงช่อง 8 ด้วย แต่เชื่อว่าในครึ่งหลังของปี 2558 แนวโน้มน่าจะเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรตติ้งของช่อง 8 สามารถขึ้นเป็นอันดับ 4 ได้ก็จริง แต่ส่วนแบ่งในการชิงเม็ดเงินโฆษณาอาจยังไม่มาก ในปีนี้คาดว่าอาร์เอสจะมีเม็ดเงินโฆษณาประมาณ 1,500 ล้านบาท เติบโตเท่าตัวจากปีที่ผ่านมามีประมาณเกือบ 700 ล้านบาท ในครึ่งแรกของปีนี้ทำได้แล้ว 600-700 ล้านบาท

“อาร์เอสวางช่อง 8 เป็นตัวหลัก ถ้าหากสามารถผลักดันเรตติ้งให้เป็นไปตามเป้าหมาย เม็ดเงินโฆษณาจะเข้ามาเอง มองว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงการเติบโตสูงของธุรกิจมีเดียของอาร์เอส และคาดว่าภายใน 2 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จากธุรกิจดังกล่าวจะมีสัดส่วน 90% จากปัจจุบันมากกว่า 50%” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาร์เอส กล่าว

ผลประกอบการของอาร์เอสมีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต จากการผันตัวเองให้เข้าไปอยู่ในทีวีดิจิทัล เป็นผลให้หุ้นอาร์เอสได้เข้าไปอยู่ในความสนใจของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ เพียงไม่ถึง 1 ปี ในช่วงธุรกิจดิจิทัลเริ่มพบว่านักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศเข้ามาถือครองหุ้นอาร์เอสเพิ่มขึ้นอย่างหนาตา จนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนทั้งสองกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากอดีตถือรวมกันไม่เกิน 5%

เฮียฮ้อ อ่านใจนักลงทุนสถาบันว่า นักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจเข้าถือครองหุ้นอาร์เอสในสัดส่วนที่สูงภายในช่วงเวลาอันสั้น น่าจะเป็นเพราะเริ่มมองภาพออกว่าใครจะอยู่รอดภายหลังการเปลี่ยนแปลงธุรกิจสื่อ

ในระยะแรกอาจจะยังคอยและติดตามสถานการณ์ทีวีดิจิทัล แต่เมื่อเริ่มมองออกว่าใครจะประสบผลสำเร็จก็พุ่งเป้ามาที่อาร์เอส พร้อมกับเชิญบริษัทให้ไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) เพื่อให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างประเทศเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับการแข่งขันของช่อง 8 รวมถึงกลยุทธ์ต่อไปของบริษัท ซึ่งสามารถชี้แจงกลับไปได้หมด

“นักลงทุนสถาบันที่เข้ามาถือหุ้นบริษัท จะเป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนและสนใจในอุตสาหกรรมสื่อ เขาจะติดตามและรู้จักอาร์เอส ปัจจุบันสัดส่วนนักลงทุนสถาบันทีถือ 25% น่าจะมีโอกาสเพิ่มได้อีกประมาณ 5% ก็เป็นระดับเหมาะสม เพราะรวมกับส่วนของผมถือ 40% ส่วนใครจะซื้อหุ้นบริษัทตอนนี้ถามว่าทันไหม อยากจะบอกว่าการซื้อหุ้นคือซื้ออนาคต ที่ผ่านมาอาร์เอสวางตัวเองเป็นหุ้นปันผลก็จริง แต่ในช่วงเวลาจากนี้ไปยังเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูงอีกด้วย” เฮียฮ้อ กล่าว

เฮียฮ้อ กล่าวว่า อาร์เอสไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่อีก ภายหลังมีทีวิดิจิทัล จะมีก็เพียงช่วงเริ่มต้นธุรกิจที่จำเป็นจะต้องจ่ายค่าสัมปทาน แต่มีระบุจ่ายเป็นงวด ในระยะ 4-5 ปีนับจากนี้ รวมถึงลงทุนทางด้านเนื้อหา

หากช่อง 8 สามารถผลักดันเรตติ้งได้สูง เม็ดเงินโฆษณาก็จะไหลเข้ามา ซึ่งจะทำให้บริษัทมีสภาพคล่องมากเพียงพอ และอยู่ในระดับที่ดี

เฮียฮ้อ ทิ้งท้ายว่า โมเดลธุรกิจของช่อง 8  ผู้ประกอบการอื่นที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จะเดินตามแบบช่อง 8 ได้ไหม เฮียฮ้อ กล่าวว่า คงไม่ได้ เหมือนตัวเฮียฮ้อเองก็คงไม่สามารถเดินตามคนอื่นได้ เพราะเฮียฮ้อได้มีโอกาสไปดูไปสัมผัสการแข่งขันทีวีของประเทศญี่ปุ่น นำมาเป็นตัวอย่าง แต่จะนำมาเพื่อเลียนแบบความสำเร็จคงไม่ได้

ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปีนี้ อาร์เอสมีรายได้รวม 807 ล้านบาท และยังแสดงผลขาดทุนสุทธิจำนวน 41.55 ล้านบาท แต่บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดการณ์ว่า เม็ดเงินโฆษณาของอาร์เอสในไตรมาส 2 นี้จะเพิ่มสูงจากไตรมาสแรก และจะเป็นเหตุผลหลักทำให้อาร์เอสพลิกกลับมามีผลกำไรสุทธิ ให้ราคาเป้าหมายที่ 21 บาท และให้คำแนะนำ “ซื้อ” จากราคาปิดเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 13.90 บาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท