
เปิด 3 เงื่อนไข ขุดก๊าซแหล่ง ‘เอราวัณ-บงกช’
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
ขณะที่รัฐบาลเร่งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อเปิดช่องให้นำระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) มาใช้ในประเทศไทย นอกเหนือจากระบบสัมปทาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับตามที่กระทรวงพลังงานเสนอไปแล้วเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2558
แต่ในอีก 2 วันถัดมา คือ วันที่ 14 พ.ค. 2558 กระทรวงพลังงานได้เสนอกรอบแนวทางการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สัมปทานจะหมดอายุลงในปี 2565 และ 2566 ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และ กพช.มีมติรับทราบหลักการและแนวทางการบริหารจัดการแหล่งก๊าซตาม
ที่กระทรวงพลังงานเสนอ
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับแนวทางการจัดการแหล่งก๊าซทั้งสองแหล่ง คือ แหล่งเอราวัณ ที่บริษัท เชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทาน และแหล่งบงกช ที่มีบริษัท ปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทาน ซึ่งจะหมดอายุลงในปี 2565 และ 2566 นั้น กระทรวงพลังงานระบุชัดเจนว่า “มีความจำเป็นที่จะต้องมีความชัดเจนอย่างช้าภายในปี 2560 (หรือ 5 ปีก่อนสิ้นอายุสัมปทาน)” เพื่อไม่ให้กระทบต่อการลงทุนเพื่อพัฒนาแหล่งผลิต และรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติไม่ให้ลดต่ำลง
จึงเรียกได้ว่าเป็นสัญญาณที่กระทรวงพลังงานส่งตรงไปยังรัฐบาลว่าจะต้องมีการจัดการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งกับแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งสองแหล่งให้ชัดเจนภายใน 2 ปีนับจากนี้
พร้อมกันนั้น กระทรวงพลังงานเสนอแนวทางบริหารจัดการแหล่งก๊าซเบื้องต้นไว้ 3 แนวทาง
ประกอบด้วย 1.ความต่อเนื่องในการดำเนินการพัฒนาแหล่งก๊าซเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติไม่ให้ลดต่ำลง ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยหากจะให้ผู้ดำเนินงานต่อไปเป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม ก็น่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ในการรักษาการผลิตก๊าซธรรมชาติให้ต่อเนื่อง รวมทั้งนำทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด
เนื่องจากผู้รับสัมปทานรายเดิม มีความรู้ความเชี่ยวชาญในธรณีวิทยาใต้พื้นดินและแหล่งกักเก็บที่พบในพื้นที่ แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องเปิดเจรจาหาผู้ดำเนินการ โดยปรับปรุงเพิ่มสัดส่วนการถือครองของรัฐในแหล่งก๊าซ ปรับปรุงระบบการจัดเก็บผลประโยชน์เข้ารัฐให้เหมาะสม และพิจารณาราคาซื้อขายก๊าซไปพร้อมกันด้วย
2.ระบบบริหารจัดการและจัดเก็บผลประโยชน์เข้ารัฐนั้น จากการพิจารณาเบื้องต้นสามารถใช้ได้ทั้งระบบสัมปทานตามกฎหมายปิโตรเลียม และระบบสัญญาอื่นๆ ได้แก่ ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต แต่ในทุกๆ แนวทางจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะหากนำระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้ก็อาจต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรของรัฐ และเตรียมความพร้อมของบุคลากร
และ 3.การเพิ่มสัดส่วนของรัฐในการถือครองแหล่งก๊าซให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยนำศักยภาพปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ยังเหลืออยู่ในพื้นที่ผลิต รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ที่จะตกเป็นของรัฐตามกฎหมายเมื่อสิ้นสุดสัมปทานมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งอาจเจรจาเพื่อลดสัดส่วนการถือสิทธิของผู้รับสัมปทาน และเพิ่มการถือครองสิทธิของรัฐในแหล่งผลิต หรือการเรียกเก็บโบนัสการลงนาม หรือโบนัสการผลิตต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย
ด้าน พวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า การบริหารแหล่งสัมปทานเก่าที่จะหมดอายุนั้นจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปี โดยยึดหลักตามที่เคยเสนอไว้ในที่ประชุม กพช. คือ จะต้องให้การผลิตก๊าซมีความต่อเนื่อง ไม่เกิดการสะดุด เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ในขณะที่ผู้รับสัมปทานรายเดิมจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าปี 2560 ว่า แนวทางการบริหารของภาครัฐจะเป็นอย่างไร เนื่องจากทรัพย์สิน อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตปิโตรเลียมจะต้องตกเป็นของรัฐ
“รูปแบบการบริหารจัดการไม่ว่าจะรูปแบบไหน จะยึดหลักผลประโยชน์ที่ภาครัฐจะต้องได้รับ แต่ไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็ต้องมีการแก้ไขกฎหมายทั้งสิ้น โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มาตรา 23 เพื่อเปิดทางให้มีการนำระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้ไว้ด้วย” พวงทิพย์ กล่าว
พวงทิพย์ ย้ำว่า “ปริมาณสำรองก๊าซของประเทศไทยเหลือน้อยลงไม่เกิน 5 ปี หากไม่มีการหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ ก็ต้องต้องรักษาระดับอัตราการผลิตเดิมให้มีไว้อย่างต่อเนื่อง”







