
ผ่าธรรมาภิบาลไทยเอกชนให้ผ่านแต่รัฐวิสาหกิจยังต้องพัฒนา
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
บรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) กล่าวในเวทีเสวนาหัวข้อ Governance and Growth : The Challenges for Thai Directors ว่า การผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตเพียงอย่างเดียวไปเรื่อยๆ จะเป็นการโตแบบเซลล์มะเร็ง ซึ่งขณะนี้มีเสียงบ่นในประเทศมากเรื่องเศรษฐกิจชะงัก แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตสูงเหมือนอย่างที่ผ่านมา คงต้องอัดยาแบบเดิมๆ ซึ่งก็เห็นกันแล้วว่าผลเป็นอย่างไร
การมีธรรมาภิบาลจึงมีความสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืนได้ (Sustainable Growth) ซึ่งโลกทุกวันนี้หลีกเลี่ยงทุนนิยมไม่ได้ แต่สามารถพัฒนาระบบให้เป็นทุนนิยมที่ดี ไม่ใช่ทุนนิยมสามานย์อย่างที่ผ่านมา โดยธรรมาภิบาลเป็นทางออกที่ดี ทำให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายรักษาผลประโยชน์ร่วมกันและปกป้องตัวเอง ซึ่งล้วนมีความซับซ้อนและธรรมาภิบาลต้องมีพัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด
อย่างไรก็ดี มีดัชนีชี้วัด 3 ตัวที่น่าสนใจ คือ การจัดอันดับประเทศคอร์รัปชั่น การจัดอันดับความมั่งคั่ง และการจัดอันดับประเทศประชาธิปไตย จะพบว่ามีความเชื่อมโยงกันสูงมาก โดยประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะโกงน้อยและมีความมั่งคั่งมากตามไปด้วย
สำหรับธรรมาภิบาลในไทยนั้น มีการพัฒนาดีขึ้น มีตัวแปรสำคัญ คือ นักลงทุนมีคุณภาพ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันที่เลือกลงทุนในบริษัทที่ดีเท่านั้น
บรรยง ยกตัวอย่างรูปแบบการบริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ซึ่งมีบทบาทมากต่อระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีงบลงทุน 5.1 ล้านล้านบาท/ปี ขนาดทรัพย์สินอยู่ที่ 11.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) มีสินทรัพย์ถึง 4.5 ล้านล้านบาท แต่การบริหารไม่มีประสิทธิภาพ มีกำไรเพียง 3 แสนล้านบาท อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เพียง 2% ซึ่งน้อยมากเทียบกับค่าเฉลี่ยบริษัทจดทะเบียนที่ระดับ 14%
“ทรัพย์สินเยอะ บริหารไม่ดี ปริมาณไม่พอ แต่ต้นทุนสูง คงไม่ต้องบอกว่ารั่วไหลไหม สาเหตุที่รัฐวิสาหกิจไม่มีประสิทธิภาพเพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของ ซึ่งทางออกมองว่าควรแปรรูป แต่คงจะถูกว่าขายชาติ จึงต้องแก้ที่ระเบียบ แยกบทบาทฝ่ายนโยบาย ฝ่ายปฏิบัติ และฝ่ายกำกับ ให้รัฐวิสาหกิจมีอิสระ ทำงานโปร่งใส รายงานตรงต่อสภา ล่าสุดมีคำสั่งให้ 56 หน่วยงาน ต้องเปิดเผยข้อมูลขั้นต้น อย่างน้อยเทียบเท่ากับบริษัทจดทะเบียน” บรรยง กล่าว
เอกชนหัวจักรนำชาติพัฒนา
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่จะสนใจเรื่องระยะสั้น คือ การเติบโต มากกว่าธรรมาภิบาลที่เป็นเรื่องนามธรรมและเป็นเรื่องระยะยาว แต่เป็น
เรื่องที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะภาคเอกชน เพราะโลกเข้าสู่ทุนเคลื่อนย้ายเสรี ทางเลือกการลงทุนมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกคือรายที่มีมาตรฐาน ซึ่งเอกชนไทยมีศักยภาพมากและมีบทบาทที่จะพาประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง
อย่างไรก็ดี ชุดความคิดของการมองระยะสั้นกับระยะยาวไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องหาส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับการเติบโตโดยมีธรรมาภิบาล โดยในเชิงธุรกิจไม่มีอะไรที่ไม่มีต้นทุน ดังนั้นต้องพิจารณาถึงผลที่จะเกิดประโยชน์จากการลงทุน พร้อมกับดูแลความเสี่ยงที่เหมาะสม หากรับความเสี่ยงได้ก็เป็นโอกาสที่จะเพิ่มผลตอบแทนแต่ไม่ใช่ว่าจะเสี่ยงโดยไม่ให้น้ำหนักกับเรื่องระยะยาว
บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า การจะผลักดันกลไกธรรมา ภิบาลให้เกิดผลนั้น ควรมีทั้งการให้รางวัลแก่ผู้ทำดีและกำหนดโทษผู้ที่ทำไม่ดี แทนที่จะมีแต่กฎระเบียบการลงโทษเพียงอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันระดับธรรมาภิบาลของไทยดีแล้วและทำให้ดีขึ้นได้อีก หากทำให้เห็นผลดีของธรรมาภิบาล เช่น สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ผู้บริโภคพอใจสินค้าคุณภาพ เป็นต้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศมีธรรมาภิบาลดีกว่าหลายประเทศ แต่น่าเสียดายที่คนไทยมักจะมองแต่จุดเล็กๆ ที่แย่จนกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ซึ่งปัจจุบันระดับคะแนนบริษัทที่มีธรรมาภิบาลเฉลี่ยอยู่ที่ 60% ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวมองว่าหากได้ 80% ก็เยี่ยมแล้ว







