posttoday
‘ภาษีมรดก’

‘ภาษีมรดก’

19 มิถุนายน 2558

เป็นที่คาดการณ์กันว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือน ธ.ค.นี้

โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

เป็นที่คาดการณ์กันว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือน ธ.ค.นี้  จึงส่งผลให้เศรษฐีเงินถุงเงินถังทั้งหลาย อาศัยเวลาที่เหลืออยู่ในขณะนี้ วางแผนจัดการทรัพย์สินต่างๆ ที่มีอยู่ เพื่อรองรับกับกฎหมายมรดกที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน กล่าวว่า ภาษีมรดกฉบับใหม่ที่ออกมานี้  ถือว่ามีเนื้อหาสั้นกว่าที่คิดถึง 4-5 เท่า และยังมีข้อยกเว้น มีข้อจำกัดมากอยู่พอสมควร

ดังนั้น ผู้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีจึงไม่ต้องกังวลมากนัก  ซึ่งหลักใหญ่ๆ ในการเสียภาษี ก็จะบังคับใช้สำหรับผู้ที่รับมรดกมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท โดยในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ให้เสียภาษีในอัตรา 5% สำหรับผู้ที่ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และให้เสียภาษีในอัตรา 10% สำหรับทายาทหรือบุคคลอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมรดก  หากเป็นกรณีที่เจ้าของมรดกตายก่อนกฎหมายใช้บังคับ (ธ.ค. 2558) เป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรส หรือมีกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง เช่น ปัญหาที่เกิดจากการรวบรวมทรัพย์สินยังไม่เรียบร้อย มีปัญหาหนี้สินกองมรดก มีปัญหาเรื่องทายาท  หรือต้องเสียภาษีแบบบุคคลธรรมดาในนาม
กองมรดก

รวมถึงการที่เจ้าของมรดกยกให้ก่อนตาย ก็ถือเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมรดกอีกด้วย ซึ่งการยกให้ก่อนตายนี้ ถือได้ว่าเป็นการให้โดยเสน่หา และกฎหมายก็ไม่ได้แก้ไขในประเด็นนี้

ส่วนทรัพย์สินที่เข้าข่ายเสียภาษีมรดก  ก็เป็นทรัพย์สินประเภทที่มีทะเบียน  ไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์  บ้าน ที่ดิน ทรัพย์สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ เช่น สิทธิเก็บกิน ทรัพย์สินประเภทหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้น หุ้นกู้ ตั๋วเงิน ตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตราสารอนุพันธ์ เงินฝาก ยานพาหนะที่ต้องจดทะเบียน รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินที่กระทรวงการคลังกำหนด

ทีนี้มาถึงในส่วนทรัพย์สินที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดกกันบ้าง  จะเป็นทรัพย์สินไม่มีทะเบียน เช่น ทองคำ เพชรนิลจินดา นาฬิกา ภาพวาด พระเครื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ และสิทธิการเช่าถือเป็นบุคคลสิทธิ ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์

แล้วหากเข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีมรดกจะทำอย่างไรต่อไปดี สุวรรณ แนะนำว่า  คงมีด้วยกัน 3 หลักใหญ่ คือ  1.หาวิธียกเว้นภาษี 2.หาวิธีลดภาษี และใช้วิธีผลักภาระภาษีไปข้างหน้า เสียช้าดีกว่าเสียเร็ว เพราะไม่แน่ว่าในอนาคตจะมีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้หรือไม่

แต่เรื่องนี้สามารถวางแผนภาษีมรดกได้ เช่น การให้ทรัพย์สินไม่มีทะเบียนซื้อในชื่อเจ้าของมรดก ส่วนทรัพย์สินมีทะเบียนก็ให้ซื้อในชื่อทายาท  หรือจะให้มีการจัดตั้งในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง หรือกงสีเป็นเจ้าของทรัพย์สิน  หรือจัดตั้งเป็นมูลนิธิของตระกูลก็ได้  หรือแม้แต่การจัดตั้งทรัสต์ในต่างประเทศก็ช่วยบริหารเรื่องภาษีมรดกได้เช่นกัน

“ถ้ามีที่ดินอยู่แล้วยังเป็นชื่อพ่อ จะโอนให้ลูกก่อนกฎหมายบังคับใช้ดีไหม ผมแนะนำว่า ยังไม่ควรโอน เพราะต้องเสียภาษีปกติ 1%  แล้วถ้าลูกนำที่ดินไปขายจะทำอย่างไร
ต่อไป  แต่กฎหมายมรดกระบุว่า ถ้ายกให้ลูกก่อนตาย ไม่โดนภาษีมรดก จึงไม่ต้องรีบร้อน  หรือถ้าจะใช้อีกวิธี คือ ให้พ่อถือโฉนดเอาไว้ แล้วให้ลูกเป็นแค่ผู้ทรงสิทธิเก็บกิน ซึ่งก็เปรียบเสมือนผู้จัดการมรดก เพียงแต่ขายไม่ได้เท่านั้น” สุวรรณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีเงินทองมากมายเท่าไหร่ สิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่อมอบมรดกให้ลูกหลานแล้ว พวกเขาจะสามารถรักษาและบริหารทรัพย์สินเหล่านั้นให้เจริญงอกงามเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ จึงน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่เจ้าของมรดกทั้งหลายควรวางแผนเอาไว้ด้วย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี