
กองทุนเข้าIMPACT
บจ.เข้า MSCI ฟุ้งพบเงินนอกไหลเข้า รุกโรดโชว์ให้ข้อมูลนักลงทุน หุ้นไทยพุ่งรับเฟด
บจ.เข้า MSCI ฟุ้งพบเงินนอกไหลเข้า รุกโรดโชว์ให้ข้อมูลนักลงทุน หุ้นไทยพุ่งรับเฟด
ภายหลังจากดัชนี MSCI ได้ประกาศรายชื่อหุ้นที่จะถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนีและมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผลของหุ้นที่ถูกนำไปคำนวณนั้นทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนและมีคำสั่งซื้อหุ้นเข้ามา
นายพอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เมเนจเม้นท์ (IMPACT) ผู้บริหารกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อิมแพ็คโกรท เปิดเผยภายหลังจากที่ IMPACT ได้ถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI SMALLCAP ว่า พบมีคำสั่งซื้อหุ้นเข้ามาชัดเจนจากกองทุนต่างประเทศ อย่างไรก็ดีก่อนที่จะมีคำสั่งซื้อเข้ามานั้น กองทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนมีการมาพบและขอข้อมูลของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถูกนำไปคำนวณก็ทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามาชัดเจน
“กองทุนที่เข้ามาซื้อเป็นกองทุนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในกองรีทส์โดยเฉพาะ และถือเป็นกองทุนขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้แม้ว่าสัดส่วนการเข้ามาถือหุ้นของกองทุนต่างชาติยังไม่มาก แต่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี โดยขณะนี้สัดส่วนของต่างชาติที่ถือในกองรีทส์อยู่ในระดับน้อยกว่า 1%” นายพอลล์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยกำลังจะไปกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส และทาง บล.กรุงศรี เพื่อให้ข้อมูลกับนักลงทุนเพิ่มขึ้น และส่วนหนึ่งที่กองรีทส์ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น เนื่องจากให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่า ซึ่งกองของบริษัทให้ผลตอบแทน 6-7% เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ จะอยู่ที่ 4-5% ขณะที่เปรียบเทียบกับดอกเบี้ยของญี่ปุ่นเองก็ถือว่าต่ำมาก ดังนั้นนักลงทุนจึงสนใจกองของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางบริษัทก็ยังมีแผนที่จะเพิ่มสินทรัพย์เข้ากองทุน โดยเบื้องต้นจะเพิ่มในส่วนที่เป็นของกองประชุม 4 ห้อง ซึ่งเป็นการที่บริษัทลงทุนเองโดยไม่รบกวนผู้ถือหน่วย แต่จะทำให้ผู้ถือหน่วยได้รับผลประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อทำสำเร็จคาดว่าจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นมาประมาณ 10-15%
นอกจากนี้ ภายในเดือน ก.ค.นี้ บริษัทจะนัดหารือกับพันธมิตรจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางความร่วมถือในการจัดทำโซลาร์รูฟบนพื้นที่ของอาคารอิมแพค เพื่อนำไฟฟ้ามาใช้เอง หวังลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเหลือ 3-4% จากปกติที่ 6-7% ของรายได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร ส่วนผลประกอบการให้เติบโตได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัท ยังคงเป้ารายได้ปีนี้ที่ 2,172 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 49.5% โดยประเมินว่าอัตราการเช่าพื้นที่ปีนี้จะเพิ่มเป็น 60% จากปีก่อนที่ 55% ซึ่งจะมาจากการจัดกิจกรรมการตลาดต่างๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ด้านแผนการลงทุนตั้งงบไว้ 2,000 ล้านบาท ใช้พัฒนาโรงแรม 2 แห่ง คิดเป็นมูลค่าแห่งละ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้อยู่ระหว่างศึกษาที่จะลงทุนสร้างช็อปปิ้งมอลล์เพิ่มอีก 1 แห่ง มูลค่า 2,000 ล้านบาท อาคารจอดรถแห่งใหม่ มูลค่า 800-1,000 ล้านบาท รวมถึงสวนน้ำใจกลางเมืองทอง มูลค่า 200-300 ล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2559
นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) กล่าวว่า บริษัทเป็น 1 ใน 14 หลักทรัพย์ที่เข้าคำนวณดัชนี MSCI SMALLCAP ที่มีผลเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.เป็นต้นมา ซึ่งในระยะสั้นยังไม่เห็นผล โดยในเดือน ก.ค. บริษัทมีแผนจะไปโรดโชว์ต่างประเทศโดยสัปดาห์แรกจะไปฮ่องกงกับดอยช์แบงก์ สัปดาห์ที่ 2 ไปสิงคโปร์ กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สัปดาห์ที่ 3 ไปโรดโชว์ที่อังกฤษ สกอตแลนด์ และฝรั่งเศส กับซีไอเอ็มบี
ด้านดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 17 มิ.ย. ที่ 1,514.79 จุด เพิ่มขึ้น 11.51 จุดหรือ 0.77% มูลค่าการซื้อขาย 36,348.16 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างประเทศมียอดขายสุทธิ 672.15 ล้านบาท
น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมบรรยากาศการลงทุนดีขึ้น แต่มูลค่าการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนที่มีความผันผวนสูง จากประเด็นการซื้อขายด้วยบัญชีเงินกู้เพื่อซื้อขายหุ้น (มาร์จิ้น) รวมถึงประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าเฟดไม่น่าจะรีบขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าเดือน ก.ย.ปีนี้
ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ความคาดหวังต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ยังฝากไว้กับการเดินหน้าโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่คาดว่าน่าจะเห็นความชัดเจนในเรื่องการประมูลใหม่ที่จะออกมา และดำเนินก่อสร้างจริงได้ในช่วงไตรมาส 3/2558
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้นหากเทียบกับไตรมาสแรกของปี แต่มองว่าแนวโน้มต่อไปจะเป็นการเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวแคบเนื่องจากการผลิตยังคงสูง ใ่นขณะที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (โอเปก) ยังคงแสดงท่าทีไม่ลดกำลังการผลิตลง
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะทยอยขายทำกำไรในจังหวะที่ดัชนีขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,520-1,530 จุด พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,510-1,500 จุด







