
‘จอยแอนด์คอยน์’ เสริมโมบายคอมเมิร์ซดันขายตรง
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้จะซบเซา แต่การเติบโตของธุรกิจขายตรงที่นำช่องทางอีคอมเมิร์ซมาใช้กลับเติบโตได้สวนทาง
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้จะซบเซา แต่การเติบโตของธุรกิจขายตรงที่นำช่องทางอีคอมเมิร์ซมาใช้กลับเติบโตได้สวนทาง
สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรง เปิดเผยว่า ในปัจจุบันบริษัทได้หันมารุกตลาดโมบายคอมเมิร์ซมากขึ้น เพื่อรับกับพฤติกรรมการขายในธุรกิจเครือข่ายที่เปลี่ยน แปลงไป รูปแบบการดำเนินธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัวให้รับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้สื่อออนไลน์และเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
กลยุทธ์ล่าสุดของบริษัทที่เพิ่มในอีคอมเมิร์ซ คือการเปิดตัวโมบายคอมเมิร์ซหรือการขายสินค้าเคลื่อนที่ผ่านรถกระบะ เพื่อให้สมาชิกสามารถนำสินค้าไปขายสินค้าในพื้นที่ห่างไกลจากร้านค้า โดยได้จับมือกับบริษัท อีซูซุ เซลส์ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกลงทุน 9 แสนบาท สามารถผ่อน 4 ปี ซึ่งผู้สนใจต้องวางเงินดาวน์ 25%
ปัจจุบันมีสมาชิกให้ความสนใจแล้ว 100 ราย คาดว่าในปีนี้จะเริ่มดำเนินการได้ 10 คัน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อขายสินค้าอุปโภคแล้วยังสามารถให้บริการเติมเงินโทรศัพท์มือถือรวมไปถึงเครื่องดื่มต่างๆ
“รูปแบบการขายผ่านโมบายคอมเมิร์ซนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ่านโทรศัพท์มือถือ การขายผ่านช่องทางทีวีดาวเทียม และล่าสุดได้มีการเปิดตัวรถกระบะเพื่อเจาะเข้าไปในแหล่งชุมชน โดยในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้จากการขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ 1,000 ล้านบาท หรือจำนวน 50% และ อีก 50% เป็นการขายสินค้าผ่านศูนย์ธุรกิจหรือเจซี ช็อป ปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้ว 50 แห่ง ซึ่งบริษัทเป็นผู้ลงทุนเอง 10 แห่ง มีลักษณะเหมือนห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ขนาดพื้นที่ 1,500-2,000 ตารางเมตร เป็นอาคารขนาด 3 ชั้น ใช้งบลงทุนแห่งละ 70-80 ล้านบาท” สมชาย กล่าว
นอกจากการลงทุนขยายสาขาในประเทศไทยแล้ว บริษัทยังได้เปิดให้บริการธุรกิจขายตรงในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเน้นในประเทศเพื่อนบ้านก่อน ปัจจุบันเปิดให้บริการที่ประเทศมาเลเซีย พม่า และกัมพูชา ส่วนประเทศเวียดนามเพิ่งจะได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ ขณะที่ สปป.ลาว นั้นอยู่ระหว่างการเจรจา
สำหรับการเปิดดำเนินการในประเทศเพื่อนบ้าน บริษัทมองว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจที่อยู่ในแถบชายแดนและการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง หลังจากที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในช่วงปลายปี 2558 ซึ่งการดำเนินธุรกิจในเออีซีมีทั้งโอกาสและอุปสรรค ทำให้บริษัทต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม จากการที่บริษัทมีการพัฒนาระบบไอทีในรูปแบบแอพพลิเคชั่น (JCM Commerce) ที่สามารถซื้อขายสินค้าผ่านอุปกรณ์ไอทีได้รองรับไว้แล้วเมื่อเปิดเออีซีคาดว่าจะดำเนินธุรกิจได้ทันที โดยได้วางระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ
ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีตั้งแต่เดือน ม.ค.–พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตด้านยอดขาย 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่คาดว่าปีนี้จะเติบโต 10-12% เนื่องจากมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละกว่า 1 หมื่นราย ในช่วง 5 เดือนแรกมีสมาชิกใหม่แล้วกว่า 6-7 หมื่นราย จากปัจจุบันมีอยู่ 1.3 ล้านราย
“ที่ผ่านมาสมาชิกยังมีการซื้อสินค้าสูงขึ้นเพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีการทำประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องโดยปูฐานมา 2 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำสินค้าผ่านช่องทางทีวีดาวเทียม การมีสินค้าจำหน่ายที่หลากหลาย ปัจจุบันบริษัทสินค้าที่เป็นแบรนด์ของบริษัทดำเนินการเอง 100 รายการ และมีสินค้าของพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจอีกกว่า 3 หมื่นรายการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าจากค่ายยูนิลีเวอร์และเครือสหพัฒน์ ซึ่งบริษัทเปรียบเสมือนซัพพลายเออร์ที่นำสินค้ามาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค” สมชาย กล่าวทิ้งท้าย







