
อนาคตหัตถกรรมไทย หาที่ยืนบนตลาดญี่ปุ่น
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
นับเป็นก้าวสำคัญที่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย จะถูกนำไปจัดแสดงให้ชาวต่างชาติได้ชื่นชมที่ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมเพื่อความยั่งยืน “Sustainable Craft” ที่เกิดจากความมุ่งหวังของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศ.ศ.ป.) ที่ต้องการให้ช่างฝีมือชั้นเยี่ยมในชุมชนท้องถิ่นสร้างสรรค์ผลงานผลิตภัณฑ์แสดงความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวให้ได้รับการส่งเสริมเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่นำไปจัดแสดงมีเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสืบทอดมาแต่โบราณ หรืออย่างผ้าไหมอีรี่ที่มีกระบวนการผลิตไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ย้อมด้วยสีสันจากธรรมชาติ ปั่นทอผ้าไหมด้วยกรรมวิธีมาตรฐานแห่งแรกของประเทศไทย ทำให้สามารถรักษาความเงางามได้นานและเป็นผ้าที่มีความยืดหยุ่นตัดเย็บสวมใส่เป็นชุดนิ่มสบาย
กำลังได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา แคนาดา และยุโรป
ไม่เพียงเท่านั้น ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านในแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศยังได้รับการผสมผสานลวดลายใหม่ให้สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบัน อาทิ ตุ๊กตาดินปั้นยิ้ม จากกลุ่มเครื่องปั้นดินเผา บ้านป่าตาล อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ถ้วยชามไก่ ผลิตขึ้นที่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง และกระดาษฟางข้าวปลอดสารเคมี ของดี อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ฯลฯ ทั้งหมดจะถูกประยุกต์ศิลปะดั้งเดิมเข้ากับการใช้งานได้จริงมากกว่าเป็นเพียงของตั้งโชว์
พิมพาพรรณ ชาญศิลป์ รักษาการผู้อำนวยการ ศ.ศ.ป. เปิดเผยว่า ชุมชนพื้นบ้านต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นนักออกแบบควบคู่ไปกับการเป็นนักการตลาด ด้วยการวางแนวทางจาก “จุนยะ คิตากาวาระ” ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาด้านการออกแบบจากญี่ปุ่น เข้ามาช่วยเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ใส่องค์ความรู้ก่อนนำไปจัดแสดงในต่างประเทศ เพื่อให้ทีมนักออกแบบได้ศึกษาต่อไปว่า การออกแบบควรเป็นไปในลักษณะใด ลวดลายใดถูกใจชาวต่างชาติมากที่สุด จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาผลิตสินค้าทำขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่น ใช้ช่างฝีมือสร้างสรรค์ชิ้นงานอย่างประณีตและต้องคงกลิ่นอายของเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ด้วย ถือเป็นเส้นทางที่จะทำให้ศิลปหัตถกรรมไทยยั่งยืนสืบทอดต่อไปทั่วโลก
จุนยะ กล่าวว่า สินค้าที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือสินค้าที่มาจากธรรมชาติ 100% ทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับโลกได้ และด้วยวัฒนธรรมที่มีความคล้ายกันคือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เช่น บ้านไม้ เสื้อผ้า หรือสิ่งของเครื่องครัว ทำให้คนทั้งสองชาติ สามารถแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่อกันได้ไม่ยาก ดังนั้นหัตถกรรมของไทยหากจะให้เข้าถึงคนญี่ปุ่นได้ต้องออกแบบบนพื้นฐาน 4 ข้อ คือ 1.ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน2.เป็นชุดครบเซตในหนึ่งเดียว3.รูปร่าง ขนาด สี ไม่ใหญ่เกินไป และ 4.ไม่ควรมีเครื่องประดับมาก เพราะคนญี่ปุ่นชอบความเรียบง่าย
“หัตถกรรมไทยมีสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นไม่มี คือ ความประณีตวิจิตรบรรจงและวัตถุดิบคุณภาพดีอีกมาก ทำให้ชาวญี่ปุ่นหันมาสนใจสินค้าไทยมากขึ้นทุกปี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเริ่มปรับเปลี่ยนจากบรรจุภัณฑ์ก่อน จากนั้นพัฒนาเรื่องการใช้งานได้จริง ต่อด้วยปรับลดลวดลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงความเป็นไทยไว้อย่างเดิมให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น คนญี่ปุ่นเริ่มนิยมนำผ้าไหมไปทำเป็นชุดกิโมโนเพราะมีสีสวยงามและทำขึ้นจากธรรมชาติด้วย” จุนยะ กล่าว
ไผท สุขสมหมาย อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ทิศทางการทำตลาดสินค้าของไทยในญี่ปุ่นต่อจากนี้ควรเจาะกลุ่มเป้าหมายสินค้าสำหรับผู้สูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่มีอัตราเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 25.9% หรือ 4 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน โดยคาดว่าในปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 33% หรือ 3 คน มีผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งคนสูงวัยจะมีฐานะความมั่นคงทางการเงิน มีความต้องการใช้จ่ายเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของชีวิตสูง จึงเป็นตลาดที่กำลังเติบโตและยังไม่มีใครริเริ่ม
ทั้งนี้ สินค้า 3 หมวดที่สามารถเข้าถึงคนสูงวัยได้ คือ 1.อาหารสมุนไพรออร์แกนิก แม้จะราคาสูงก็ไม่เกี่ยง 2.เสื้อผ้าแฟชั่น และ 3.เครื่องสำอาง สปาบำรุงผิวทำให้รูปร่างหน้าตาดูดียาวนานที่สุด
อัครราชทูต ฝ่ายการพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้ายถึงผู้ประกอบการชาวไทยที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจหาที่ยืนในตลาดญี่ปุ่นได้ต้องยึดหลักสำคัญ 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.รักษาคำมั่นสัญญา พูดความจริงว่าทำได้หรือไม่ได้ 2.เวลาทำผิดต้องรีบขอโทษ เพราะนักธุรกิจญี่ปุ่นจะให้อภัยทันทีเพื่อฝ่าฟันปัญหาไปด้วยกัน และ 3.อย่าเห็นหนูตัวนิดเดียวแต่โฆษณาให้กลายเป็นช้าง อย่าพูดเกินความเป็นจริง หากทำสิ่งเหล่านี้ได้ก็สามารถเอาชนะใจคนญี่ปุ่นได้







