
ธปท.พร้อมตรวจ4แบงก์รัฐ
ธปท. พร้อมสอบแบงก์รัฐเพื่อกำกับใหม่ ปิดช่องถูกแทรกแซง เอาผิดหากพบทุจริต
ธปท. พร้อมสอบแบงก์รัฐเพื่อกำกับใหม่ ปิดช่องถูกแทรกแซง เอาผิดหากพบทุจริต
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้ลงนามในคำสั่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา เดินหน้าตามมติคณะรัฐมนตรีให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) แทนกระทรวงการคลัง โดยจะเริ่มเข้าตรวจสอบข้อมูลของแบงก์รัฐ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ก่อน คาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบ 3 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.นี้เป็นต้นไป
คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่มีผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน จะเข้าดูแยกกันระหว่างแบงก์ขนาดใหญ่ที่ไม่มีปัญหา 2 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. กับแบงก์รัฐที่มีปัญหา 2 แห่ง คือ เอสเอ็มอีแบงก์ กับไอแบงก์ ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูว่า ทั้งสองแบบมียุทธศาสตร์ วิธีการปล่อยสินเชื่อ และขั้นตอนการทำงานที่แตกต่างกันอย่างไร
หลังจากนั้น คณะกรรมการจะเข้าตรวจสอบข้อมูลของสถาบันการเงินอีก 4 แห่งที่เหลือต่อไป ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) คาดว่าการตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 8 แห่ง จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หรือไม่เกินสิ้นปี 2558 นี้
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จะนำไปสู่การออกกฎระเบียบในการกำกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งจะไม่เข้มงวดเท่ากับธนาคารพาณิชย์ แต่จะเน้นเรื่องธรรมาภิบาล กระบวนการแต่งตั้งกรรมการ เนื่องจากพบว่าในแบงก์รัฐที่มีหนี้เสียมาก เช่น ไอแบงก์ และเอสเอ็มอีแบงก์นั้น ที่ผ่านมาเกิดปัญหาจากคณะกรรมการเข้าไปแทรกแซงการปล่อยสินเชื่อจนเป็นหนี้เสีย แต่ไม่สามารถดำเนินการเอาความผิดได้ เนื่องจากไม่มีระเบียบร่างไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงต้องเข้าไปแก้ระเบียบของบางธนาคารเพื่อให้เกิดความชัดเจนโปร่งใส
นอกจากนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าวยังมีอำนาจในการเอาผิดผู้บริหารและกรรมการที่ทุจริต จากเดิมที่ ธปท.ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบ และนำผลสอบไปรายงานให้รัฐมนตรีคลังรับทราบ หากรัฐมนตรีไม่ตั้งกรรมการสอบก็ไม่สามารถเอาผิดได้
ขณะเดียวกัน จะเข้าไปดูเรื่องกระบวนการปล่อยสินเชื่อของแต่ละแห่ง ให้ทำตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งธนาคาร เช่น ไอแบงก์ ที่พบว่ามีการปล่อยสินเชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับมุสลิมคิดเป็นจำนวนรายมากถึง 80% หรือหากคิดเป็นจำนวนเงินจะมากถึง 90% ซึ่งคณะกรรมการจะเข้าไปดูเรื่องระบบควบคุมภายในให้มีการตรวจสอบที่ดีขึ้น เช่น เรื่องการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ที่ผ่านมาพบว่ามีกรรมการธนาคารเข้าไปแทรกแซงและหาประโยชน์จากงบประมาณดังกล่าว
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่เพียงในเรื่องการกำกับ ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบาย เช่น การขายหุ้น การเพิ่มทุน ยังคงอยู่ภายใต้การตัดสินใจของกระทรวงการคลังต่อไป







