
นายกฯ เฉ่งกรมชลฯประกาศเลื่อนทำนา
"ประยุทธ์" อัด กรมชลประทาน ประกาศให้เกษตรกรเลื่อนปลูกข้าว ชี้ควรหารือ ครม.ก่อน เพื่อหาทางช่วยเหลือ
"ประยุทธ์" อัด กรมชลประทาน ประกาศให้เกษตรกรเลื่อนปลูกข้าว ชี้ควรหารือ ครม.ก่อน เพื่อหาทางช่วยเหลือ
แหล่งข่าวในคณะรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในที่ประชุมพล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรีได้ตำหนิกรมชลประทาน เรื่องการออกประกาศเลื่อนการทำนาปรังโดยเห็นว่า ควรจะมีการเสนอเรื่องนี้หารือกับคณะรัฐมนตรีก่อนเพื่อจะได้ช่วยกันคิด เพราะหากว่าสิ้น ก.ค.ตามที่ขอให้เลื่อนฝนไม่ตกลงอ่างและต้องเลื่อนอีกอาจจะมีปัญหาได้
“นายกฯบอกว่าต่อไปต้องหารือกับครม.ก่อน เพราะฟ้าฝนกำหนดไม่ได้หากฝนไม่ตก กรมต้องไปประกาศเลื่อนอีกอาจโดนประชาชนถีบได้เพราะเขารอความหวัง ซึ่งคาดว่าจากนี้จะเป็นบทเรียนให้ทุกหน่วยงานพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้”
แหล่งข่าวระบุ นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมทางไกลผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ กับสำนักงานชลประทานและเจ้าหน้าที่การเกษตรทั้ง 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาและ 7 จังหวัด ลุ่มน้ำแม่กลอง โดยสั่งการให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจรองรับสถานการณ์น้ำน้อยจากฝนทิ้งช่วง และให้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปริมาน้ำแต่ละพื้นที่และจำแนกพื้นที่ที่ปลูกข้าวแล้ว กับพื้นที่ยังไม่ได้ปลูกรวมถึงรวบข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือด้วยเพื่อเสนอรัฐบาลพิจารณา นอกจากนั้นกำชับให้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่ยังไม่ทำนาให้ชะลอไปก่อน
ทั้งนี้ปัจุบันเขื่อนที่วิกฤตที่สุดคือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเหลือใช้การได้เพียง 7 % เท่านั้น อย่างไรก็ตามขอให้เกษตรกรไม่ต้องวิตกกังวล เพราะปีนี้มีเดือนแปดสองหน ฝนจะมาล่าช้า ซึ่งเป็นปกติของการมีเดือนแปดสองหน โดยภาพรวมผลกระทบจากภัยแล้งครั้งนี้ยังถือว่าระบบเศรษฐกิจด้านการเกษตรไม่เสียหาย เพราะการใช้ชะลอปลูกข้าวเท่านั้นไม่ใช่ยกเลิกปลูก และยังไม่เสียหาย
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายกฯ สั่งการในที่ประชุมครม. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา ที่เข้าสู่ฤดูการผลิตข้าวนาปีใหม่ แต่ไม่มีน้ำทำนาจากปัญหาฝนไม่ตก หรือตกแต่ไม่ไหลเข้าสู่แหล่งรับน้ำ เช่น เตรียมการจ้างแรงงานหรือสนับสนุนให้ปลูกพืชน้ำน้อย
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังแสดงความเห็นว่า อาจจะต้องมีการใช้น้ำบาดาลมากขึ้น ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่าปัจจุบันนำน้ำบาดาลมาใช้ประมาณ 10% ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯมีเครื่องมือขุดเจาะน้ำบาดาลได้ลึกถึง 1,000 เมตร สามารนำมาใช้ได้ อย่างไรก็ตามหากนำน้ำบาดาลมาใช้เกิน 50-60% จะเกิดผลเสียต่อผิวหน้าดินและดินจะมีความเค็ม
“นายกรัฐมนตรีให้ไปจัดทำแผนที่รัดกุม ในการนำน้ำบาดาลมาใช้ โดยให้เสนอในที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)ในครั้งต่อไป”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาทบทวนมาตรการลดการปลูกข้าวนาปรัง ที่รัฐบาลใช้งบประมาณสนับสนุนให้ปลูกพืชน้ำน้อย และจ้างแรงงานเกษตรกร รวมทั้งการลดต้นทุนการผลิต แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งไม่เข้าใจ ยังปลูกข้าวนาปรังอยู่และเมื่อปลูกไปแล้วร้องขอให้ปล่อยน้ำไปให้ใช้ ทำให้แผนการใช้น้ำทั้งระบบผิดพลาด จากเดิมตั้งเป้าหมายจะใช้น้ำสำหรับปลูกข้าวนาปรังปริมาณ 2,900 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่มีการใช้น้ำจริง 4,000 ล้านลบ.ม. สูงกว่าแผนงาน 1,100 ล้านลบ.ม. น้ำต้นทุนในเขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาจึงน้อยลง ซึ่งกรมชลประทานรายงานว่าได้ประกาศเลื่อนการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ 22 จังหวัดออกไปแล้ว
ด้าน นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ เปิดเผยว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่เช่นภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสักชลสิทธิ์ อยู่ในระดับวิกฤตที่สุดแล้ว ปริมาณน้ำสำรองแทบไม่มี ทำให้พื้นที่ภาคกลางมีน้ำใช้อีก 30 วัน ซึ่งการชะลอปลูกข้าวนาปี 4 ล้านไร่ใน 22 จ.ออกไปอีก 1 เดือน ควรไปถามนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯและพล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะรมว.พาณิชย์ เพราะสองท่านนี้รับผิดชอบดูแลผลผลิตการภาคเกษตร หากฝนไม่ตกในช่วงปลายเดือนก.ค.จะแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างไรทั้งพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทานมีกว่า 80 % ทั่วประเทศ มีแผนรองรับหรือไม่
"ราชการต้องปรับวิธีคิดในการทำงาน หันมาสร้างแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กขยายแหล่งเก็บน้ำธรรมชาติเตรียมไว้รองรับน้ำฝนเกษตรกรในพื้นที่จะอยู่รอดได้ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่โมดวิกฤติการณ์น้ำแล้ง ก่อนหน้านี้ทั้งกรมอุตุนิยมฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ออกมาเตือนกรมชลประทานหลายครั้งถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนที่ไม่เพียงพอกับภาคเกษตรแม้แต่นายกรัฐมนตรี ได้เตือนมาเกือบสองเดือน และสั่งการไปแล้วแต่หน่วยงานไม่รับไปปฏิบัติ ส่วนจะทำอย่างไรต้องถามรมว.เกษตรฯกับรมว.พาณิชย์ ปัญหาประเด็นแรกคือโอกาสมีฝนตกในเดือนก.ค.แต่ไม่ตกเหนือเขื่อนหรืออาจจะตกเหนือเขื่อนน้อยลงเพราะพฤติกรรมฝนเปลี่ยนถ้าตกในพื้นที่นาก็ระบายน้ำทิ้งทะเลหมดตรงนี้จะแก้อย่างไรทั้งปัญหาน้ำกินน้ำใช้ด้วยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางมาตรการไว้รองรับหรือไม่"นายรอยล กล่าว
นายรอยล กล่าวอีกว่าอย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีในปลายสัปดาห์นี้มีฝนตกอีกประมาณ3-4 วันในพื้นที่ภาคกลาง จากที่ติดตามร่องฝนขึ้นมาจากภาคใต้ทำให้แนวโน้มมีฝนตกกลับมาอีกรอบในกรุงเทพฯแต่จะตกไม่ทั่วและไปส่งผลดีกับภาคตะวันออกทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกแม่น้ำบางประกงได้







