
ผู้นำ ‘ท็อปโกลฟ’ แชมป์ถุงมือยางโลก
มาเลเซีย นอกจากจะเป็นประเทศผู้ปลูกยางพาราอันดับต้นๆ ของโลก ยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้ายางพาราแปรรูปรายใหญ่
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
มาเลเซีย นอกจากจะเป็นประเทศผู้ปลูกยางพาราอันดับต้นๆ ของโลก ยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้ายางพาราแปรรูปรายใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทผู้ผลิตถุงมือยางเบอร์ 1 ของโลก จะมาจากแดนเสือเหลือง
ลิม วี ชัย ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท ท็อปโกลฟ ผู้ผลิตถุงมือยางเจ้าใหญ่ของมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 41 ของมาเลเซียในปี 2558 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวม 315 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งยังได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย อาทิ รางวัลผู้ประกอบการแห่งปีระดับเอเชียแปซิฟิกปี 2551 เป็นต้น
เขาคลุกคลีกับวงการยางพารามาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นบุตรชายของเจ้าของสวนยางพาราและเทรดเดอร์ยาง ส่วนด้านการศึกษา เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยมาลายา ประเทศมาเลเซีย ก่อนบินไปศึกษาต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจที่สหรัฐ
ลิม ก่อตั้งบริษัท ท็อปโกลฟ เมื่อปี 2534 โดยช่วงแรกมีการผลิตเพียง 3 สายการผลิต ปัจจุบันมีโรงงาน 27 แห่ง สายการผลิต 484 สายการผลิต ในประเทศมาเลเซีย ไทย และจีน มีกำลังการผลิตรวม 4.46 หมื่นล้านชิ้น/ปี และมีการจ้างงานกว่า 1 หมื่นตำแหน่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีมากกว่า 2,000 ราย ใน 195 ประเทศ
นอกจากนี้ บริษัทจะขยายการผลิตเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศมาเลเซียและไทย ซึ่งจะส่งให้บริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.22 หมื่นล้านชิ้น/ปี ภายในปี 2559
ปัจจุบันบริษัทของเขาครองส่วนแบ่งในตลาดโลกประมาณ 25% มีการขยายการผลิตอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการผลิตผลิตภัณฑ์ถุงมือจากยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ รวมถึงเป็นเจ้าของสวนยาง เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบ โดยเลือกใช้อาเซียนเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ
ผู้บริหารชาวมาเลเซียคนนี้ให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างมาก เขาเลือกลงทุนในภูมิภาคเพื่อเพิ่มขีดสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทของตัวเอง และยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้เกิดขึ้นภายในอาเซียน
ในฐานะผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ วัตถุดิบเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะหากราคายางดิบในตลาดปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การที่บริษัทเป็นเจ้าของวัตถุดิบเอง จะส่งผลดีต่อการควบคุมต้นทุน และสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัท ทำให้บริษัทเลือกที่จะลงทุนในประเทศใกล้บ้านมากกว่าจะลงทุนปลูกยางในแอฟริกา ซึ่งขณะนี้มีการส่งเสริมการปลูกยางพาราอยู่
“ธุรกิจยางพาราเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและมีโอกาสมากมาย บริษัทเลือกลงทุนใกล้บ้าน เพราะควบคุมการบริหารได้ง่าย ระยะทางจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน หากมีตัวเลือกคือ แอฟริกาและอาเซียน อาเซียนย่อมเป็นคำตอบ เพราะอยู่ใกล้ มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เข้าใจกันง่ายกว่า อีกทั้งยังมีประสบการณ์ในตลาดนี้มานาน จึงคิดว่าการลงทุนในอาเซียนนั้นจะมีความสะดวกมากกว่า”
ลิม กล่าวถึงการรวมเป็นประชาคมอาเซียนว่า การยกเลิกการกีดกันทางการค้าภายในภูมิภาคมีความสำคัญมากต่อความสามารถการแข่งขันในฐานะการเป็นภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งหากลดข้อกีดกัน
ต่างๆ ได้จะช่วยเพิ่มการค้า และลดช่องว่างที่จะก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่นได้ด้วย
ทั้งนี้ การรวมตัวของอาเซียนมีความสำคัญมากต่อภาคธุรกิจ เช่น การลดอัตราภาษี และการเคลื่อนย้ายคน ซึ่งบริษัทสามารถให้ชาวมาเลเซียไปทำงานในกัมพูชาได้โดยง่าย ดังนั้นการเลือกลงทุนในอาเซียนจะทำให้บริษัทสามารถที่จะชนะตลาดโลกได้และสู้กับจีนได้
บริษัทยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของมาเลเซีย เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี และสร้างการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยางพารา ตามนโยบายของประเทศ ที่ต้องการทำให้มาเลเซียเป็นผู้แปรรูปสินค้ายางพารารายใหญ่ และส่งออกสินค้าไปทั่วโลก แทนการเป็นประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบส่งออกเท่านั้น







