posttoday
เขย่าลงทุน 5.4 แสนล. ‘ถ้าไม่ทัน...เปลี่ยนผู้บริหาร’

เขย่าลงทุน 5.4 แสนล. ‘ถ้าไม่ทัน...เปลี่ยนผู้บริหาร’

15 มิถุนายน 2558

ถ้าไม่ทันอาจถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร จะเปลี่ยนผู้บริหารทุกคนที่เกี่ยวข้อง ถ้าครั้งนี้ไม่ได้อีก

โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์

“ถ้าไม่ทันอาจถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร จะเปลี่ยนผู้บริหารทุกคนที่เกี่ยวข้อง ถ้าครั้งนี้ไม่ได้อีก เพราะที่ผ่านมาได้เร่งครั้งใหญ่ๆ มาหนึ่งครั้ง แต่ครั้งย่อยๆ มันหลายครั้งแล้ว และอันนี้ไม่ได้พูดเอง นายกฯ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) เป็นคนพูด จากนี้ไปถ้าไม่สามารถผูกพันงบได้ตามแผนสุดท้าย เดือน ก.ค. ท่านจะเปลี่ยนผู้บริหาร” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม 

พล.อ.อ.ประจิน ยอมรับว่า ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลในเดือน ก.ย. 2557 จนถึงปัจจุบัน การขับเคลื่อนโครงการลงทุนของกระทรวงคมนาคมล่าช้า และไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากติดขัดอุปสรรคใน 4 ประเด็น ได้แก่

1.แผนลงทุนและแผนงบประมาณไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากระหว่างทางมีการเปลี่ยนแปลงเนื้องาน และปรับวงเงินโครงการเกิน 15% โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สำคัญๆ ทำให้ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง 2.การเปลี่ยนแปลงเนื้องาน หรือเส้นทางที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเวนคืน จึงต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องใช้เวลามาก

3.กรณีที่โครงการขัดต่อนโยบาย ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน มีการร้องเรียน ก็ต้องทบทวน โดยเฉพาะการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) หากประเด็นใดไม่ได้ข้อยุติก็ต้องทำใหม่ให้จบ และ 4.ประเด็นทางเทคนิค หากมีเทคโนโลยีใหม่ที่เหมาะสมมากกว่าก็ต้องทบทวนโครงการหรือเริ่มต้นใหม่

นอกจากนี้ การทำงานในช่วงรอยต่อระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาบริหารประเทศวันที่ 22 พ.ค. 2557-11 ก.ย. 2557 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เข้ามาทำงานตั้งแต่ 11 ก.ย. 2557 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ข้าราชการที่รับผิดชอบโครงการต้องใช้เวลาปรับตัวกันระยะหนึ่ง

“คสช.บริหารงานด้วยวิธีพิเศษ แต่ ครม.ต้องปฏิบัติตามกฎกติกา อะไรที่มากระทบนิดเดียว เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือทบทวนโครงการ ก็ต้องเสนอสภาพัฒน์ บอร์ดสภาพัฒน์ เอาเรื่องเข้าสำนักงานนโยบาย
และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เข้าคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และกว่าจะเข้า ครม.ได้ ก็ต้องนำเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด พิจารณา หากซูเปอร์บอร์ดติดใจ ก็จะให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบ จึงทำให้โครงการมันล่าช้า”

ที่สำคัญ หากมีการร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส เปลี่ยนเทคนิค ปรับทีโออาร์ โครงการก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปอีก อย่างโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่เลื่อนการประมูลกันหลายรอบ

“เราฟังมาก และให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส อาทิ ให้บริษัทที่ร่วมประมูลโครงการต้องลงนามสัญญาคุณธรรม ซึ่งทำให้โครงการล่าช้า แต่คนทั่วไปบอกพอใจ จึงต้องหาจุดที่พบกันครึ่งทาง แต่การเจรจาบางโครงการก็ต้องใช้เวลา 4-5 เดือนก็มี”

พล.อ.อ.ประจิน ย้ำว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ “มันไม่ได้เปิดปุ๊บติดปั๊บ มันไม่ใช่ทีวีจะได้เปิดปุ๊บติดปั๊บ” แต่ระบุว่า “จากนี้ไปมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน เพราะได้ทำความเข้าใจกับหน่วยงานเจ้าของโครงการแล้ว เตรียมงบประมาณไว้พร้อมแล้ว และเตรียมแนวทางเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงมั่นใจว่าทัน”

เมื่อถามว่าเมื่อมีขั้นตอนต่างๆ มากมายแล้ว โครงการใดบ้างจะเซ็นสัญญาหรือลงทุนได้ตามแผนลงทุนปี 2558 พล.อ.อ.ประจิน ตอบว่า กระบวนการใดที่ลดขั้นตอนได้ก็จะลดขั้นตอน โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสที่จะเริ่มกระบวนการเป็นเรื่องแรก จากนั้นจะนำเรื่องเสนอ คนร. สภาพัฒน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่เนิ่นๆ และคอยติดตามเรื่องเป็นระยะๆ โดยตั้งแต่เดือน มิ.ย. จนถึงสิ้นปี 2558 ทุกโครงการที่อยู่ในแผนลงทุนระยะเร่งด่วนปี 2558 จะต้องเข้า ครม.หรือเซ็นสัญญา

“เราเร่งขับเคลื่อนทุกอย่าง และจะเห็นผลในช่วงไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย. 2558) ปิดทุกเคสในเดือน ก.ย. โดยทุกโครงการที่อยู่ในแผนลงทุนปี 2558 จะต้องเซ็นสัญญาให้ได้หมดตามแผน”

พล.อ.อ.ประจิน ระบุว่า โครงการลงทุนที่ต้องเซ็นสัญญาให้ได้ในปีนี้ ได้แก่ รถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 6 เส้นทาง (วงเงินลงทุนรวม 1.2 แสนล้านบาท) โดยขณะนี้เส้นฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย (1.09 หมื่นล้านบาท) และเส้นชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น (2.6 หมื่นล้านบาท) ครม.อนุมัติแล้ว ส่วนเส้นมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ และอีก 3 เส้นที่เหลือ วงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท ต้องเสนอ ครม.และเซ็นสัญญาให้ได้ในอีก 6 เดือน

ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น กำหนดเป้าหมายให้ต้องเซ็นสัญญาจ้างเอกชนมาเดินรถในปีนี้ 3 สัญญา ได้แก่ 1.การเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ หัวลำโพง-บางแค ที่น่าจะได้ข้อยุติในอีก 2 เดือน (เจรจาบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BMCL มูลค่าการร่วมทุนของเอกชน 2.21 หมื่นล้านบาท)

2.การเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ แบริ่ง-สมุทรปราการ (เจรจาโอนทรัพย์สินและหนี้สินให้กรุงเทพมหานคร ก่อนว่าจ้างบีทีเอสเดินรถต่อเนื่อง มูลค่าการร่วมทุนของเอกชน 9,129 ล้านบาท) สำหรับสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ได้เริ่มก่อสร้างงานโยธาแล้วตั้งแต่เดือน มิ.ย. ส่วนจะยกให้กรุงเทพฯ หรือไม่ ต้องรอผลเจรจาช่วงแบริ่ง-สมุทร ปราการก่อน

และ 3.การเดินรถไฟชานเมืองสายสีแดงสัญญา 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมตู้รถไฟฟ้าบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่อยู่ระหว่างเจรจากับกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็มเอชเอสซี คอนโซเตียม (มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดรัสเตรียล ฮิตาชิ และซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น) จะเซ็นสัญญาได้เร็วๆ นี้ วงเงินสัมปทานกำลังตกลงกันอยู่ว่าจะเป็นตัวเลขใดระหว่าง 3.05 หมื่นล้านบาท และ 3.1 หมื่นล้านบาท 

พร้อมกันนั้น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต้องเสนอโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 2 เส้นให้ ครม.อนุมัติให้ได้ภายในปีนี้ คือ รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี (5.67 หมื่นล้านบาท) และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง (5.47 หมื่นล้านบาท)

“สายสีเหลือง-ชมพู จะเป็นรถไฟฟ้าแบบโมโนเรล โดยเราให้มีการศึกษาเพิ่มเติมและยังอยู่ที่ รฟม. ส่วนรูปแบบการลงทุนและการเดินรถจะเป็นอย่างไรยังไม่ยุติ แต่ต้องเสนอ ครม.ในปีนี้”

พล.อ.อ.ประจิน ระบุว่า ส่วนโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ของกรมทางหลวง 3 เส้นทาง คือ เส้นบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา (8.46 หมื่นล้านบาท) เส้นบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี (5.56 หมื่นล้านบาท) และเส้นพัทยา-มาบตาพุด (1.4 หมื่นล้านบาท) จะต้องเสนอ ครม.อนุมัติภายในปลายเดือน ก.ค.นี้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการร้องเรียนให้เปลี่ยนเส้นทาง และร้องเรียนว่ากระบวนการทำไม่ครบทุกขั้นตอน จนทำให้โครงการชะงักไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้หยุด ส่วนเรื่องแหล่งเงินลงทุนไม่มีปัญหา

“บ้านเราเครดิตดี มีแต่คนมาเสนอให้กู้ ขอเวลา 2 เดือนจะเสนอเข้า ครม.ได้”

สำหรับการลงทุนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 (6.17 หมื่นล้านบาท) การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ (2.76 หมื่นล้านบาท) และการสร้างรันเวย์ที่ 3 (2.02 หมื่นล้านบาท) พล.อ.อ.ประจิน บอกว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เจ้าของโครงการจะต้องเร่งรัดโครงการ โดยเฉพาะการก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 เพื่อให้ทันกับการปิดซ่อมรันเวย์ที่ 1 และ 2 ที่เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2549

“รันเวย์ที่ 3 ควรสร้างก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากรันเวย์ที่ 1-2 สร้างมานานและเปิดใช้ตั้งแต่ปี 2549 แต่ในปี 2559 และ 2561 มันถึงเวลาที่ต้องปิดซ่อม ขณะที่รันเวย์ที่ 3 ต้องใช้เวลาสร้าง 2 ปีครึ่ง-3 ปี ซึ่งตอนนี้มันกระชั้นมากแล้ว ฝ่ายบริหารกับบอร์ดต้องช่วยกันทำ ส่วนเรามีหน้าที่ต้องไปเร่ง และชี้ให้เห็นว่าถ้าไม่ทำก็เสี่ยง แต่จะไปเร่งมากก็ไม่ได้ ต้องระวังความผิดพลาดด้วย”

งานนี้ต้องจับตาว่า พล.อ.อ.ประจิน จะทุบโต๊ะสั่งการขับเคลื่อนโครงการลงทุนระยะเร่งด่วน มูลค่า 5.47 แสนล้านบาท ได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท