
กรณ์รับรายได้ไม่พอหนุนรัฐสวัสดิการถาวร
โพสต์ทูเดย์
— คลังเดินหน้าลดค่าครองชีพสร้างรัฐสวัสดิการ อ้างรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ต้องหาช่องเก็บรายได้เพิ่มนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง บรรยายพิเศษเรื่อง
“ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย” ซึ่งจัดขึ้นโดยวิทยาลัยการยุติธรรม สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่า รัฐบาลจะเดินหน้าใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเพื่อดูแลความทุกข์สุขของประชาชน แต่ก็รักษาเสถียรภาพทางการเงิน การคลัง เห็นได้จากการยกเลิก พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพราะเห็นว่าไม่มีผลบวกกับเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกันยังได้ปรับลดระดับการให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการลดค่าครองชีพบางส่วนลง เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เป็นเพียงผู้ที่มีรายได้น้อยจริงเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ารายได้ของรัฐบาลในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำเกินไป รองรับได้แต่เพียงแค่รายจ่ายประจำของงบประมาณในแต่ละปีงบประมาณเท่านั้น การลงทุนจึงต้องอาศัยการกู้เพิ่มเติม ดังนั้นเพื่อให้รายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาวรัฐบาลจึงจำเป็นต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงการสร้างภาษี โดยเพิ่มรายได้จากทางด้านทรัพย์สินและที่ดินให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการรักษาเสถียรภาพระหว่างรายจ่ายและรายได้ของรัฐบาลในอนาคต
นายกรณ์ กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีนี้จะเกินกว่าเป้าหมายประมาณ 2 แสนล้านบาท ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2553 ลดลงเหลือเพียง 1 แสนล้านบาท จากเดิมที่เคยคาดว่าจะขาดดุลราว 3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประสบความสำเร็จทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว จึงจัดเก็บรายได้สูงขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ประกาศขยายมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนไปจนถึงสิ้นปี 2553 พร้อมกับตรึงราคาก๊าซหุงต้มถึงเดือน ก.พ. 2554 เพราะตระหนักถึงปัญหาปากท้องของประชาชน และยังมีผลทางจิตวิทยาให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งประชาชน แม้จะโดนโจมตีจากนักวิชาการว่าเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม แต่รัฐบาลยืนยันว่านโยบายเหล่านี้มีความจำเป็น เพราะถือเป็นสิ่งที่มีผลทันทีกับประชาชน และยังเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ให้ย่ำแย่ลงไป
สำหรับวิธีการยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนในระยะยาวนั้น คือ การพัฒนาการศึกษา ซึ่งในเวลานี้รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการเรียนฟรี 15 ปี พร้อมกับจัดงบประมาณจำนวนมากให้กับกระทรวงศึกษาธิการ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะมีนโยบายให้มาตรการลดค่าครองชีพประชาชนเป็นแบบถาวรทั้งค่าไฟฟ้า รถเมล์ร้อน และรถไฟชั้น 3 เพราะอาจกระทบต่องบประมาณโดยรวมของประเทศ และยังมีอีกหลายโครงการที่สามารถจะนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างโรงเรียน ถนน โรงพยาบาลว่า ไม่เห็นนายไตรรงค์คัดค้านอะไรในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
“
ผมขอย้ำว่าอยากให้พิจารณาให้ดีว่าสิ่งที่เราเสนอเป็นหลักการให้ไป พิจารณาในขณะนี้ คือ ปกติเราเก็บภาษี ให้บริการสาธารณะ และให้เงินอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ แก่ประชาชนอยู่แล้ว และการตัดสินใจตรงนี้ไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ได้ดูภาระงบประมาณอยู่แล้วว่าแต่ละปี จะเป็นเงินเท่าไหร่ และทุกนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ เราจะคำนวณทุกครั้งว่าภาระงบประมาณเป็นอย่างไร” นายกฯ กล่าว






