
วิกฤตแล้ง 2เขื่อนใหญ่มีน้ำน้อยสุดในรอบ51ปี
กฟผ.แจงน้ำ2เขื่อนใหญ่น้อยที่สุดในรอบ51ปี หวังชะลอใช้น้ำพ้นวิกฤต40 วัน
กฟผ.แจงน้ำ2เขื่อนใหญ่น้อยที่สุดในรอบ51ปี หวังชะลอใช้น้ำพ้นวิกฤต40 วัน
นายณัฐจพนธ์ ภูมิเวียงศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤตน้ำแล้ง มีปริมาณน้ำสามารถใช้งานได้น้อยมาก อีกทั้งยังไม่มีปริมาณน้ำไหลเข้ามาเติมในเขื่อน เหมือนปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แม้ว่าฤดูฝนปี 2558 จะเริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค. แต่ปริมาณฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าปกติ 55% ในพื้นที่ภาคเหนือ ส่วนพื้นที่ภาคกลางน้อยกว่าค่าปกติมากถึง 69% ส่งผลให้ไม่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนภูมิพล โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-11 มิ.ย. 2558 มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลเพียง 4 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น น้อยที่สุดในรอบ 51 ปี หรือตั้งแต่มีการเก็บกักน้ำมา
ในขณะที่มีความต้องการใช้น้ำจากเขื่อนจำนวนมากเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ซึ่งเริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นมา ส่งผลให่ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับวิกฤต โดยปัจจุบัน เหลือปริมาณน้ำใช้งานได้เพียง 410 ล้าน ลบ.ม. ไม่สามารถระบายน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำส่วนนี้ต้องสำรองไว้ใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ
สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ แม้จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนบ้างแต่อยู่ในเกณฑ์ที่น้อยมาก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากถึง 46% ลดลงในระดับวิกฤต เหลือปริมาณน้ำใช้งานได้ 779 ล้าน ลบ.ม. สามารถระบายน้ำเพื่อการเกษตรได้บางส่วนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์น้ำแล้งดังกล่าว ประกอบกับการคาดการณ์สภาพอากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งปีนี้ปริมาณฝนในภาพรวมจะน้อยกว่าค่าปกติและน้อยกว่าปีที่แล้ว เกิดจากปรากฏการณ์เอลนิโญ ทำให้คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ซึ่งมีรองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธาน และมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัดสินใจให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้เริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปี ชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อนจนกว่าจะมีฝนตกชุกตามปกติ
และให้ปรับลดการใช้น้ำจากเขื่อนทั้งสี่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาลง เพื่อประคองปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ให้สามารถระบายเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ ตลอดจนเจียดจ่ายน้ำบางส่วนให้กับพื้นที่นาที่ได้ทำการเพาะปลูกไปแล้วได้เพียงพอในช่วง 40 วันหรือจนกว่าจะมีปริมาณฝนธรรมชาติเพียงพอ.







