
เอเซอร์มุ่งรักษาที่10 สมาร์ทโฟนทั่วโลก
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
หลังจากหวนรุกตลาดเต็มสูบ ถึงวันนี้เอเซอร์มั่นใจความเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มพีซี โน้ตบุ๊ก เพราะอยู่ในไทยมานานกว่า 20 ปี และเชื่อว่าจะยังสามารถรักษาฐานรายได้และกลุ่มลูกค้าไว้อย่างต่อเนื่อง เพราะกลุ่มสมาร์ทโฟนเข้ามาเสริมทัพสินค้าที่สร้างรายได้ให้แก่บริษัท
เจสัน เฉิน ประธานบริษัทและซีอีโอ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของเอเซอร์ในปีนี้ คือนำเสนอผลิตภัณฑ์เต็มรูปแบบ ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า และสร้างเอกลักษณ์ให้สินค้ามีความโดดเด่นกว่าแบรนด์อื่น
“เราจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในสินค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น พีซี, โน้ตบุ๊ก, ทูอินวัน,เกมมิ่ง และจะรักษาฐานกลุ่มสมาร์ทโฟนให้เติบโต เชื่อว่าหลังการเปิดวินโดวส์ 10 ที่เปิดให้ใช้งานข้ามแพลตฟอร์มได้ จะช่วยสร้างความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น และเป็นโอกาสของบริษัทมากขึ้นเช่นกัน” เจสัน กล่าว
ด้านสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนนั้น มีการคาดการณ์การขายสมาร์ทโฟนจากทั่วโลกว่าจะอยู่ที่ 1,400 ล้านเครื่อง จากเดิมอยู่ที่ 1,200 ล้านเครื่อง แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสินค้ากลุ่มนี้ และเป็นโอกาสของเอเซอร์ในการเข้าไปเจาะกลุ่มนี้ ปัจจุบันเอเซอร์ติดอันดับที่ 10-11 ของแบรนด์สมาร์ทโฟนทั่วโลก ส่วนในไทยตั้งเป้าว่าจะก้าวขึ้นเป็นอันดับ 3 ถึงแม้ว่าจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรงจากสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ ที่แห่เข้ามาในตลาดนี้มากขึ้นก็ตาม
“เอเซอร์ไม่ได้โฟกัสที่ส่วนแบ่งตลาดเท่ากับเรื่องของเทคโนโลยี เพราะสินค้าย่อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่เทคโนโลยีและขีดความสามารถที่ดีจะคงอยู่ ดังนั้นเอเซอร์จึงให้ความใส่ใจในการผลิตซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการนำเสนอบริการที่ดี เพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้นานขึ้น” เจสัน กล่าว
เมื่อปี 2554-2555 เอเซอร์เจอผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ทำให้ไม่กล้าทำตลาดมากนัก และในปี 2556 ที่ผ่านมาสินค้าในกลุ่มสมาร์ทโฟนกลับมาช่วยสร้างรายได้ให้ดีขึ้น ซึ่งในอนาคตเอเซอร์จะมองหาโอกาสใหม่ๆ จากกลุ่มประเทศอินโดจีนทั้งหมด เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ กล่าวเสริมว่า ภาพรวมสินค้าในกลุ่มแท็บเล็ต เริ่มมีแนวโน้มส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการเลือกนำโครมบุ๊กเข้ามาเสริมทัพน่าจะช่วยส่งผลให้มีส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้น
“สินค้าในกลุ่มโครมบุ๊กยังมีผลตอบรับจากกลุ่มธุรกิจเสริมเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสถาบันการศึกษาที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ต่างประเทศ และใช้งานโครมบุ๊กเพื่อทำการสอนอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องลงทุนด้านซอฟต์แวร์ แต่เน้นใช้งานคอนเทนต์ของกูเกิลที่เข้ามาตอบสนองด้านการเรียนการสอนมากกว่า คาดว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มสัดส่วนลูกค้าองค์กรในประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15%” นิธิพัทธ์ กล่าว
ขณะที่ภาคธุรกิจองค์กรยังไม่ค่อยใช้งานโครมบุ๊กมากนัก ส่วนใหญ่ยังคงใช้งานระบบวินโดวส์อยู่ ซึ่งกลุ่มที่คาดว่าจะปรับมาใช้งานโครมบุ๊กก่อน คือ กลุ่มธุรกิจออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ และโรงพยาบาล
เอเซอร์ยังประเมินว่าจากภาวะเศรษฐกิจในไทย กลุ่มลูกค้าทั่วไปการใช้จ่ายน่าจะชะลอตัว แต่กลุ่มธุรกิจองค์กรยังมีการสั่งจ่ายอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสิ้นปีนี้จะเติบโตได้ 10% ตามเป้าหมาย เพราะยังมีกลุ่มสินค้าใหม่ๆ มาช่วยเสริมทัพต่อเนื่อง







