เกษตรฯวอนชาวนาชะลอปลูกข้าวหลังเขื่อนเหลือน้ำน้อย
ปลัดเกษตรฯวอนชาวนา ชะลอปลูกข้าว เตรียมรายงานสถานการณ์น้ำต่อครม.
ปลัดเกษตรฯวอนชาวนา ชะลอปลูกข้าว เตรียมรายงานสถานการณ์น้ำต่อครม.
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือการดำเนินงานตามนโยบาย ว่าจากการที่กรมชลประทานประกาศขอให้เกษตรกรชะลอการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดนั้นเนื่องจากสถานการณ์น้ำที่มีน้อยโดยเฉพาะปริมาณฝนที่ตกล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทำให้มีน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้เหลือน้ำที่ใช้ได้ประมาณ 1,400 ล้าน ลบ.ม. หากฝนยังไม่ตกเลย จะสามารถใช้น้ำได้ 40 วันจึงต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุมซึ่งจากเดิมสามารถปล่อยน้ำได้วันละ 60 ล้าน ลบ.ม./วัน เหลือเพียงวันละ 30 – 35 ล้าน ลบ.ม./วันเพื่อสามารถสนับสนุนเพียงพอเฉพาะน้ำที่ใช้ในการอุปโภค-บริโภคและน้ำที่ใช้ในการรักษาระบบนิเวศน์รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีที่ได้เพาะปลูกแล้ว จำนวน 2.84 ล้านไร่เท่านั้น
"กระทรวงเกษตรฯได้ประกาศขอความร่วมมือเกษตรกรที่ยังไม่ได้ปลูกประมาณ 6 ล้านไร่แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 4 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 2 ล้านไร่ให้ชะลอการเพาะปลูกไว้ก่อน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้มีการประสานกับกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าฝนจะมาปกติในช่วงปลายเดือนก.ค.โดยจะยังไม่สร้างความเสียหายต่อการเพาะปลูกข้าวนาปี"นายชวลิตกล่าว
นายชวลิต กล่าวว่า ได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งจัดทำรายงานข้อเท็จจริงถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนรวมถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำโดยจะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีให้ทันในการประชุมครั้งหน้าต่อไป
นอกจากนี้ยังต้องเร่งปฏิบัติการฝนหลวงตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะบริเวณเหนือเขื่อน ให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้นซึ่งปัจจุบันมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการรองรับอยู่แล้วถึง 13 ฐาน รวมทั้งได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งจัดทำแผนที่การเพาะปลูกว่าตรงไหนที่มีการเพาะปลูกไปแล้วและยังไม่ได้ทำการเพาะปลูกโดยจะขอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปสร้างความเข้าใจกับเกษตรกร
ขณะเดียวกันยังได้พิจารณาในเรื่องของโครงการและการช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งหากมีเรื่องของฝนทิ้งช่วงจะมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชแบบแห้งสลับเปียกในพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกไปแล้วและสำหรับพื้นที่อีก 6 ล้านไร่ที่ยังไม่ได้มีการเพาะปลูกจะส่งเสริมให้ปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เช่น ปุ๋ยพืชสด หรือพืชที่ใช้น้ำน้อยเป็นต้น หากเกษตรกรเกิดข้อสงสัยสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ซึ่งพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเต็มความสามารถ







