
แกะนโยบายสิงคโปร์ สวรรค์ลงทุนต่างชาติ
แม้เวลาจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจในแต่ละปี อันดับของหลายประเทศในอาเซียนจะขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอนนัก แต่สำหรับสิงคโปร์ถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่อันดับแทบไม่เคยเปลี่ยนแปลง และขึ้นแท่นแชมป์ประเทศที่ดำเนินธุรกิจง่ายที่สุดของโลกมาอย่างยาวนาน สำหรับด้านความยากง่ายในการ “เริ่มต้นธุรกิจ” นั้น ก็ได้อันดับ 6 ของโลกจากการจัดอันดับประจำปีนี้
แม้เวลาจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจในแต่ละปี อันดับของหลายประเทศในอาเซียนจะขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอนนัก แต่สำหรับสิงคโปร์ถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่อันดับแทบไม่เคยเปลี่ยนแปลง และขึ้นแท่นแชมป์ประเทศที่ดำเนินธุรกิจง่ายที่สุดของโลกมาอย่างยาวนาน สำหรับด้านความยากง่ายในการ “เริ่มต้นธุรกิจ” นั้น ก็ได้อันดับ 6 ของโลกจากการจัดอันดับประจำปีนี้
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์กลับไม่ใช่ประเทศเป้าหมายอันดับต้นๆ ในใจนักลงทุนไทย อาจเพราะสิงคโปร์ไม่ได้เปิดกว้างเฉพาะนักลงทุนในอาเซียน แต่เปิดกว้างนักลงทุนทั่วโลก
ข้อมูลของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (EDB) ระบุว่า ในปี 2557 มีการยืนยันจะลงทุนในภาคการผลิตและการบริการ1.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติถึง 9,898 ล้านเหรียญสหรัฐแบ่งเป็นการลงทุนจากสหภาพยุโรป 3,117 ล้านเหรียญสหรัฐ สหรัฐอเมริกา 1,838 ล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ่น 317 ล้านเหรียญสหรัฐ เอเชียแปซิฟิกและอื่นๆ อีก 4,624 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี แม้จะมีชาติอื่นๆ แข่งขันกันเข้าไปลงทุนจำนวนมาก แต่หากพิจารณาจากสิทธิประโยชน์ที่สิงคโปร์ให้ และความพร้อมอื่นๆ ที่สิงคโปร์มี ประเทศมีประชากร
5 ล้านคน ประเทศนี้ก็ยังน่าสนใจไม่น้อย
เช่น ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม สิงคโปร์มีเที่ยวบินเชื่อมต่อกับหัวเมืองต่างๆ มากกว่า 280 แห่ง ใน 60 ประเทศ มีจำนวนเที่ยวบินมากกว่า 6,800 ไฟลต์/สัปดาห์ ทำให้ผู้ที่เข้าไปลงทุนในสิงคโปร์สามารถเดินทางไปมาได้สะดวก และใช้สิงคโปร์เป็นฐานการค้าเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ ได้ง่าย
ด้านการเริ่มต้นธุรกิจนั้น สิงคโปร์อำนวยความสะดวกในการมอบวีซ่าเดินทางเข้าสิงคโปร์ให้ 14-30 วัน สำหรับผู้ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมทางธุรกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว หรือเพียงเดินทางเข้ามาหาโอกาสทางธุรกิจในสิงคโปร์เป็นประจำโดยมีบริษัทสิงคโปร์ยื่นจดหมายแนะนำยืนยันให้
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ตั้งบริษัทในสิงคโปร์แล้ว ยังสามารถยื่นขอรับ EntrePass เพื่อใช้เดินทางเข้า-ออกสิงคโปร์ได้บ่อยตามที่ต้องการ รวมถึงอนุญาตให้ครอบครัวของผู้ถือสามารถเข้ามาอยู่อาศัยในสิงคโปร์ได้ด้วย โดย EntrePass จะมีอายุครั้งละไม่เกิน 2 ปี สามารถต่ออายุได้ตราบเท่าที่ยังมีธุรกิจอยู่ในสิงคโปร์
สำหรับย่านการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในสิงคโปร์ มีผู้พัฒนาอยู่หลายราย อาทิ Ascendas, Mapletree และ Soilbuild นอกจากนี้ยังมีย่านที่พัฒนาโดยความร่วมมือของภาครัฐ เช่น JTC Corporation Housing Development Board รวมถึงยังมีสวนอุตสาหกรรมด้วย โดยผู้พัฒนาแต่ละรายจะดูแลพัฒนาที่ว่างหลายแห่ง เหมาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมและขนาดการลงทุน นักลงทุนสามารถพิจารณาตามความต้องการของตัวเองได้
ในการจ้างแรงงานทำงานให้ภาคธุรกิจนั้น สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่มีความพร้อมเกือบทุกด้าน หากต้องการแรงงานสิงคโปร์ สถาบันการจัดการนานาชาติ (ไอเอ็มดี) จัดอันดับให้แรงงานสิงคโปร์มีขีดความสามารถเป็นอันดับ 30 ของโลกในปี 2556 และยังถือเป็น 10 อันดับแรกในเอเชียด้วย
ขณะที่การจ้างแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานในสิงคโปร์นั้น สิงคโปร์อนุญาตให้สามารถจ้างแรงงานเฉพาะทางและพนักงานระดับผู้จัดการขึ้นไป โดยสามารถได้รับอนุมัติภายใน 3 วัน หากเป็นการเข้ามาทำงานโครงการระยะสั้น และภายใน 2 สัปดาห์สำหรับการทำงานระยะยาว
ด้านการจัดเก็บภาษีนั้น สิงคโปร์ถือเป็นประเทศหนึ่งที่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยจัดเก็บในอัตรา 17% เท่านั้น ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เก็บในอัตรา 0-20% ภาษีสินค้าและบริการ อัตรา 7% ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ยกเว้นการจัดเก็บส่วนของเงินปันผลและเงินส่งกลับของสาขา แต่เก็บสำหรับส่วนผลกำไร 15%
นอกจากนี้ การลงทุนประเภทต่างๆ ที่สิงคโปร์สนับสนุน ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ลดภาษีต่างๆ จากอัตราข้างต้นด้วย เช่น หากเข้ามาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคตามและมีคุณสมบัติที่สิงคโปร์ระบุ จะได้รับสิทธิลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรส่วนเพิ่มเป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปี หรือหากจะขยายธุรกิจที่มีส่วนพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ รวมถึงเป็นธุรกิจที่ช่วยสร้างการวิจัยและการพัฒนา ก็จะได้รับพิจารณาลดภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย
ทั้งนี้ สิงคโปร์ยังได้รับจัดอันดับจากหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกอีกหลายด้าน และได้รับผลที่ยืนยันว่าเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ อาทิ เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นน้อยเป็นอันดับ 3 ของโลก จากการจัดอันดับของ World Economic Forum เนื่องจากมีกฎระเบียบที่ชัดเจน เข้มงวด และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจอาจไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะมากเหมือนลงทุนในประเทศอื่นในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาได้ดีเป็นอันดับ 2 ของโลก และยังมีการส่งเสริม สนับสนุนนวัตกรรมต่างๆ ด้วยการให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทที่ช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เป็นประเทศที่มีห่วงโซ่อุปทานด้านโลจิสติกส์ดีเป็นอันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชีย จากการจัดอันดับ 160 ประเทศทั่วโลกโดยธนาคารโลก
การจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจประจำปี 2558 ยังระบุด้วยว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ปกป้องนักลงทุนได้ดีเป็นอันดับ 3 ของโลก
สำหรับผู้ที่สนใจจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในสิงคโปร์ จะต้องจดทะเบียนกับ Accounting and Corporate Regulatory Authority (ACRA) หากต้องการนำเข้า-ส่งออก ต้องได้รับอนุญาตจาก Inter
national Enterprise Singapore(IE Singapore)







