
นายกฯย้ำจัดการน้ำไม่ได้เอื้อเฉพาะภาคอุตฯ
"นายกฯ" ยัน บริหารจัดการน้ำไม่ได้เอื้อเฉพาะภาคอุตสาหกรรม แนะเกษตรต้องรู้จักปรับตัว อย่าคิดแต่จะเรียกทหารมาช่วย ระบุ ทำได้แค่โครงการเร่งด่วน
"นายกฯ" ยัน บริหารจัดการน้ำไม่ได้เอื้อเฉพาะภาคอุตสาหกรรม แนะเกษตรต้องรู้จักปรับตัว อย่าคิดแต่จะเรียกทหารมาช่วย ระบุ ทำได้แค่โครงการเร่งด่วน
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา และจ.ระยอง ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ว่า มาเยี่ยมประชาชนทั้ง 2 จังหวัดและมี 2 ภารกิจคือ ดูแลป่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงทั้งเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทยและการบริหารจัดการน้ำ วันนี้มีการปรับทุกอย่างและอำนวยการขั้นที่ 1 ของปี 2557 ในการนำงบประมาณค้างท่อมาใช้ในหลายโครงการ โดยปัญหาเร่งด่วนคือ การแก้ปัญหาเรื่องน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็ก เพราะตอนนี้ยังสร้างเขื่อนอะไรไม่ได้ ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก มีปัญหาน้ำท่วมเราต้องเตรียมการเหล่านี้ไว้ ซึ่งต้องแก้ปัญหาให้ได้ ตั้งแต่การกักเก็บน้ำ ระบายน้ำ ส่งน้ำ อุทกภัย ภัยแล้งซ้ำซาก จนถึงการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม ประปา การอุปโภคบริโภค
นายกฯ กล่าวว่า สำหรับการเกษตรนั้น ทั้งข้าว พืชไร่ ล้วนใช้น้ำทั้งสิ้น วันนี้ที่มีการยกระดับอ่างเก็บน้ำประแสร์ขึ้นมาเพื่อให้มีการกักเก็บน้ำมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาในช่วงหน้าน้ำเมื่อน้ำล้นขอบทำให้น้ำไหลกลับลงสู่แม่น้ำประแสร์เช่นเดิม ทำให้ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เมื่อยกระดับขอบอ่างเก็บน้ำให้สูงขึ้น ทำให้ส่งน้ำได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยทิ้งกลับไปข้างล่าง ส่วนข้อเรียกร้องจากชาวบ้านให้มีการใช้อ่างเก็บน้ำแห่งนี้จัดการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเกษตรกรด้วยนั้น จะส่งไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้องด้านการผลิตไฟฟ้า เพื่อพิจารณาว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ไม่ใช่อยากได้อะไรก็ทำทั้งหมด นอกจากนี้ทางอีส วอเตอร์ จะมีการติดตั้งท่อส่งน้ำประปา 15 จุด และจะแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน และให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำฟรี ทีเรื่องอย่างนี้ทำไมไม่พูดบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่อีสวอเตอร์ ได้เปลี่ยนตัวผู้บริหารคนใหม่จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาเดิมได้อย่างชัดเจนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่ามาบอกว่าแก้ปัญหา ทุกคนที่เข้ามานั้นทำเหมือนกับตน เอาทุกเรื่องที่มีความเดือดร้อนมาแก้ คสช.ก็เข้ามาแบบนั้น เอาปัญหาที่หมักหมม ซ้ำซาก ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วมาปรับใหม่ อันไหนก่อนหลัง เร็วช้า จะทำอย่างไร และไม่ให้เกิดผลประโยชน์รั่วไหล ไม่มีทุจริต ยืนยันว่า การบริหารจัดการน้ำไม่ได้เน้นเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เพราะทุกคนมีปริมาณการใช้น้ำอยู่แล้ว แต่ถ้าจะบอกว่าไม่ดูอุตสาหกรรมนั้นไม่ได้ ประเทศนี้ต้องอยู่ด้วยหลายอย่าง เกษตรกรรมอย่างเดียวก็อยู่ไม่ได้ วันหน้าจะปลูกไปขายใคร ตนจึงได้บอกว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชว่าต้องกำหนดอุปสงค์ อุปทาน ที่เหลือต้องไปทำอาชีพอะไร และอย่าสอนให้คนคิดในทางที่ไม่ถูกตลอด เพราะโลกเปลี่ยนแปลง ประเทศก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันกับสภาวะแวดล้อม ไม่ใช่อะไรก็เรียกร้องทุกอย่างเหมือนเดิมมันจะได้ไหมเล่า
เมื่อถามว่า มีเสียงเรียกร้องจากเกษตรกรให้นำกำลังทหารมาช่วยในเรื่องการขุดคลอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ทำอยู่ แต่มีกว่า 200 โครงการ ทหารจะขุดไหวไหม ทหารมีเท่าไหร่รู้หรือไม่ มีเพียงกรมการทหารช่างเพียงกรมเดียวและมีเครื่องมือไม่เท่ากับบริษัทเอกชน ฉะนั้นโครงการไหนที่เร่งด่วน ทหารจะทำ เพราะไว้ใจได้ แต่บางอย่างที่ต้องกระจายเพื่อให้เกิดงานก็ต้องให้บริษัทเอกชนดำเนินการ ไม่อย่างนั้นก็เจ๊งกันเป็นแถบ อยากให้เข้าใจบ้าง







