
ปตท.ทิ้งปาล์มอินโดฯรับพันล้าน
ปตท.ขายเงินลงทุน บริษัทปลูก-ผลิตปาล์มอินโดฯ ได้เงินพันล้านบาท ไตรมาส 2 กำไร
ปตท.ขายเงินลงทุน บริษัทปลูก-ผลิตปาล์มอินโดฯ ได้เงินพันล้านบาท ไตรมาส 2 กำไร
บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทได้จำหน่ายหุ้น 95% ในบริษัท PT Mitra Aneka Rezeki (PT. MAR) และโอนหนี้และเงินล่วงหน้าแล้วเสร็จในวันที่ 9 มิ.ย. 2558 โดยมีมูลค่าเทียบเท่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 1,100 ล้านบาท โดยบริษัทย่อยของ PTT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใน PT.MAR เป็นผู้รับผิดชอบภาระภาษีและค่าธรรมเนียม
ทั้งนี้ มูลค่าดังกล่าวเป็นราคาที่ต่อรองกันอย่างอิสระระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้ PTT ได้รับค่าตอบแทนการจำหน่ายเงินลงทุน การโอนหนี้และเงินลงทุนล่วงหน้าในระดับที่เหมาะสม ส่งผลให้ PT.MAR สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของ PTT
PT.MAR เป็นบริษัทประกอบธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมันและผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย มี 2 โครงการ คือ Pontianak ที่ West Kalimantan และ Banyuasin ที่ South Sumatra
ก่อนหน้านี้ บริษัท ปตท.ประสบความสำเร็จในการขายหุ้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) ที่ถืออยู่ทั้งหมด 374,748,571 หุ้น ให้แก่กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง จำนวน 210 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15.25% ในราคาหุ้นละ 36 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,560 ล้านบาท
สำนักงานประกันสังคมซื้อจำนวน 164,748,571 หุ้น หรือประมาณ 11.96% ในราคาหุ้นละ 36 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 5,930,948,556 บาท
ด้านบริษัท ปตท. ประกาศราคาก๊าซเอ็นจีวี วันที่ 9 มิ.ย. 2558 เท่ากับ 13 บาท/กก.
นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ปตท.ยังรับภาระต้นทุนเอ็นจีวีที่ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอีก 1.2 หมื่นล้านบาท/ปี คำนวณจากราคาต้นทุนอยู่ที่ 14.50 บาท/กก. เทียบกับราคาขายปลีกอยู่ที่ 13 บาท/กก.
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเมินว่าราคาเอ็นจีวีที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 15 บาท/กก. แต่หลังจากราคาน้ำมันลดลงทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติลดลงตามด้วย
ทั้งนี้คาดว่าช่วงปลายปีนี้ราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับลดลง ซึ่งเป็นไปตามราคาน้ำมัน ย้อนหลัง 6-12 เดือน จึงทำให้ราคาเอ็นจีวีอยู่ที่ 14.50 บาท/กก.
สำหรับการใช้เอ็นจีวีในไทยมีประมาณ 9,000 ตัน/วัน ครึ่งหนึ่งเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่
สำหรับการซื้อขายหุ้น PTT ปรับตัวลงแรง ปิดที่ระดับ 337 บาท รูดลง 7 บาท หรือ 2.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขายถึง 1,557 ล้านบาท หลังจากราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าแกว่งตัวและนักลงทุนต่างชาติขายหุ้น
สำนักงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ วิเคราะห์หุ้นพลังงานจากฐานราคาน้ำมันระดับใหม่ โดยแนะนำซื้อหุ้นบริษัท ไทยออยล์ (TOP) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ด้วยมูลค่าที่เหมาะสม 63 บาท และ 136 บาท ตามลำดับ
นอกจากนั้นแนะนำให้ถือ PTT แม้ว่าการขายสินทรัพย์อาจจะมีการจ่ายปันผลพิเศษมากถึง 4 บาทก็ตาม หลังการขายโรงกลั่นของบริษัทออกไป 2 แห่งในปีนี้ จะทำให้บริษัทมีเงินสดเข้ามาถึง 3.6 หมื่นล้านบาท (ก่อนภาษี) และปรับเพิ่ม มูลค่าที่เหมาะสม เป็น 356 บาท/หุ้น จากการเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ที่ 12.6% เป็น 9.9 หมื่นล้านบาท
บล.ทิสโก้ ยังคงแนะนำถือหุ้นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) หลังปรับเพิ่มมูลค่าเหมาะสมเพิ่มจาก 53 บาท เป็น 60 บาท ตามการปรับเพิ่มกำไรของทั้งปีนี้ที่ 14.8% เป็น 2.65 หมื่นล้านบาท
นอกจากนั้น ยังคาดว่าไตรมาส 2 PTTC จะมีกำไรสุทธิออกมาดีถึง 1 หมื่นล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบและปิโตรเคมีที่สูงขึ้น รวมถึงการกลับรายการ NRV แต่มองว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มในระยะสั้นเท่านั้น และการลดลงของราคาน้ำมันในช่วงปลายฤดูร้อนจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3-4 แย่ลง จากราคาพีอีลดลงตามราคาน้ำมันดิบ







