
สูตรอยู่รอดโลจิสติกส์ ผนึกเครือข่าย-เจาะกลุ่มเฉพาะ
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังคงสร้างคำถามให้เหล่าผู้ประกอบการอยู่เสมอว่า ควรจะ “ร่วมมือ” หรือ “แข่งขัน”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังคงสร้างคำถามให้เหล่าผู้ประกอบการอยู่เสมอว่า ควรจะ “ร่วมมือ” หรือ “แข่งขัน” กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน สำหรับภาคธุรกิจโลจิสติกส์นั้น กำลังกังวลกับคู่แข่งนอกอาเซียนอย่าง “จีน”
สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “เมื่อขนส่งอาเซียนรุกไทย ผู้ประกอบการขนส่งไทยควรรับมืออย่างไร” ว่า เมื่อเปิดเออีซี การค้าขายภายในภูมิภาค (Intra-
ASEAN Trade) จะสูงขึ้น การขนส่งระหว่างกันก็จะมากขึ้นตาม ก่อให้เกิดโอกาสของภาคธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่ง แต่ปัญหาอย่างหนึ่ง คือ สินค้าที่จะขายในอาเซียนส่วนหนึ่งเป็นสินค้าจากนอกภูมิภาค เพราะอาเซียนไม่ค่อยมีแบรนด์ใหญ่ของตัวเอง และแบรนด์จากนอกภูมิภาคเหล่านี้ก็จะพาบริษัทโลจิสติกส์ของชาติตัวเองเข้ามาด้วย
“บริษัทจีน บริษัทญี่ปุ่น เขาสร้างสำนักงานในแต่ละประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งของเขา แต่บริษัทเราส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก เราทำแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้นเราไม่ได้แข่งกันในอาเซียน ที่น่ากลัวคือชาตินอกอาเซียนที่จะเข้ามา เราจึงเทียบมาตรฐานแค่ในอาเซียนไม่ได้”
ทั้งนี้ ลักษณะการเข้ามาบุกของกลุ่มทุนจากชาติมหาอำนาจ อาจไม่ได้ลงมือเองทุกอย่าง แต่อาจให้บริษัทไทยช่วยวิ่งให้ในฐานะ “รถร่วม” ให้บริษัทไทยคอยเจรจากับเจ้าของสินค้าให้ แล้วเขากินส่วนแบ่งส่วนที่มากที่สุด บริษัทไทยเหล่านี้อาจมีงานทำ แต่ไม่มีโอกาสโต
วิธีอยู่รอดในยุคที่มหาอำนาจบุก จึงมี 4 แบบ ได้แก่ 1.เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่ต่างชาติไม่อยากทำ แต่ตลาดดังกล่าวจะค่อนข้างเล็กมากและมีกำไรน้อย โอกาสเติบโตยากเช่นกัน 2.โตด้วยตัวเอง หาวิธีเข้าไปบุกในตลาดต่างชาติ 3.จีบผู้ประกอบการเจ้าของสินค้า เร่งผูกมิตรกับแบรนด์เจ้าของสินค้าต่างๆ เพื่อให้มีงานประจำ
และ 4.จีบพันธมิตรในกลุ่มซีแอลเอ็มวี โอกาสเติบโตของไทยอย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับพันธมิตรใน 4 ประเทศนี้ โดยเฉพาะลาว เนื่องจากเป็นประเทศที่มีข้อตกลงทวิภาคีด้านการขนส่งกับประเทศต่างๆ รอบตัว ขณะที่ไทยไม่มีข้อตกลงทวิภาคีดังกล่าวกับเวียดนาม
ด้าน ยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ย้ำว่า จีนถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เพราะนอกเหนือจากอาเซียนที่มีข้อตกลงต่างๆ ร่วมกันแล้ว จีนก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีข้อตกลงร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) อีกทั้งจีนยังสามารถขนส่งเข้ามาอาเซียนได้หลายทาง อนาคตสินค้าจากจีนจะเข้ามาปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และราคาก็จะถูกลง
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ต่างๆ ของจีนยังอาจส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์ในอาเซียนด้วย ทั้งเรื่องปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ที่อาจทำให้ประเทศในอาเซียนแตกคอกัน ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเลของจีน ที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงเส้นทางโลจิสติกส์ของโลก
“อนาคตเส้นทางการขนส่งสินค้าของจีนอาจเปลี่ยนไปด้วย เพราะจีนยังอยู่ระหว่างดำเนินนโยบาย Go West คือส่งเสริมความเจริญและอุตสาหกรรมในภาคตะวันตก เหลือแต่ภาคบริการไว้ในภาคตะวันออก การขนส่งจึงจะไหลผ่านเส้นทางคุนหมิงมากขึ้น”
ทั้งนี้ ในอดีตเพื่อนบ้านหลายประเทศมองภาคโลจิสติกส์ไทยในฐานะคู่แข่งหรือศัตรู วันนี้ภาคเอกชนจึงเร่งเข้าไปพยายามผูกมิตรกับภาคเอกชนของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เป็นพันธมิตรขนส่งกัน การขาดพันธมิตรในประเทศเพื่อนบ้านอาจทำให้หลายเรื่องยากขึ้น เช่น หากไม่มีพันธมิตรลาว การจะขนส่งไปถึงจีนก็ทำได้ลำบาก
ด้าน ดนัย คาลัสซี ผู้แทนบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ระบุว่า การทำงานหรือมีคู่ค้าไปด้วยกันค่อนข้างมีความสำคัญ โดยเฉพาะตรงเขตเศรษฐกิจตามชายแดน ถ้าผู้ประกอบการจะรองานมาแล้วค่อยไปขนส่งตลาดเพื่อนบ้าน อาจไม่ทันการณ์ ต้องบุกไปเลย เชื่อว่าตลาดมีอยู่ เชื่อว่าตลาดมีศักยภาพ
“กลุ่มทุนจากประเทศมหาอำนาจ เขามั่นใจในตลาด เขาลุยเลย เช่น ญี่ปุ่น เข้ามาในเมียนมา แล้วเขาก็สำรวจตลาด แล้วหาโอกาสลุยเลย ทั้งที่ระบบการขนส่งในเมียนมายังไปเรื่อยๆ”







