
แนะรื้อทีวีดิจิทัลทั้งระบบ ผวา 5 ปีทยอยเจ๊งกว่าครึ่ง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในขณะนี้ ทำให้หน่วยงานหลายฝ่าย รวมทั้งเจ้าหนี้เงินกู้ เริ่มออกมาหาวิธีแก้ ก่อนปัญหาจะขยายใหญ่มากขึ้น
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในขณะนี้ ทำให้หน่วยงานหลายฝ่าย รวมทั้งเจ้าหนี้เงินกู้ เริ่มออกมาหาวิธีแก้ ก่อนปัญหาจะขยายใหญ่มากขึ้น เพราะหวั่นว่าจะมีผู้ประกอบการที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ปิดกิจการหรือเจ๊งไปจากทีวีดิจิทัลเพิ่มอีก ภายหลัง พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ ติ๋ม ทีวีพูล ทิ้งทีวีดิจิทัลทั้งสองช่องที่ประมูลได้
จากจำนวนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 24 ช่อง ที่ทยอยเหลือน้อยลง ส่งผลให้มีการคาดการณ์กันว่า ถ้าสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้กำกับดูแล ไม่ออกมาแก้ไขปัญหา ในอีก 5 ปีอาจเกิดเหตุใหญ่ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจำนวนครึ่งหนึ่งของ 24 ช่อง อาจหายไปจากตลาด
เขมทัตต์ พลเดช อุปนายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า 15 เดือนของการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการทุกคนทำงานด้วยความยากลำบาก เนื่องจากขาดการสนับสนุนจาก กสทช.ในด้านการเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำและการตรวจสอบการเปลี่ยนผ่าน การสนับสนุนสถานที่และอุปกรณ์ การวิเคราะห์ประเมินการเปลี่ยนแปลง และการปรับปรุงปัญหาต่างๆ หรือการส่งเสริมการลงพื้นที่
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้รับตอนนี้ ผู้ประกอบการรายใดจะอยู่รอดหรือจะตาย คาดว่าสิ้นปีที่ 5 ของการเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกสู่ทีวีดิจิทัล หรือประมาณปี 2562 จะมีความชัดเจน โดยเฉพาะในปี 2563 ซึ่งจะเป็นช่วงระยะเวลาของการปิดระบบการออกอากาศอะนาล็อก อาจมีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่อดทนต่อการขาดทุนของการทำธุรกิจไม่ได้ จะหายไปครึ่งหนึ่งจาก 24 ช่อง
เขมทัตต์ กล่าวต่อไปว่า จำนวนผู้ประกอบการที่จะหายไปครึ่งหนึ่งและเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการสะท้อนภาพรวมความต้องการของตลาด ในด้านของดีมานด์และซัพพลายที่มีความสอดคล้องกัน เพราะปัจจุบันจำนวนทีวีดิจิทัลของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันมีมากเกินความต้องการของผู้บริโภค และหากนำมาเปรียบเทียบกับประเทศที่ทำการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลไปแล้ว ไทยถือเป็นประเทศที่มีจำนวนช่องทีวีดิจิทัลมากที่สุด เช่น ญี่ปุ่น มีทีวีดิจิทัลกว่า 10 ช่องเท่านั้น
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงอยากให้ กสทช.หันมาฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อเป็นเสียงสะท้อนในการแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันหากต้องการแก้ไขข้อกฎหมายควรแก้ไขทั้งหมด การแก้ไขเพียงมาตรา 44 อย่างเดียว เป็นการแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้นเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด
ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ทวีเดช เส้งแก้ว นักกฎหมาย ที่ออกมาเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กสทช.เดินตามกรอบมากเกินไป และเวลาจะร่างกฎหมายก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมือง บุคคลที่มีอำนาจในตอนนั้น ซึ่งช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีในการปฏิรูปสื่อและแก้กฎหมายสื่อทั้งระบบ
ทวีเดช กล่าวอีกว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีวีดิจิทัลตอนนี้ อาจทำให้เกิดปัญหาลุกลามได้ เพราะทีวีดิจิทัลถือเป็นธุรกิจที่พัฒนาคนและพัฒนาประเทศ ดังนั้นจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาทั้งระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย
วรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล คาดภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาในสิ้นปีนี้จะเติบโตเพียง 4% เท่านั้น หรือมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท เนื่องจากเจ้าของสินค้ายังคงไม่กล้าที่จะออกมาใช้เงินซื้อสื่อโฆษณา
หากมองด้านเม็ดเงินที่ใช้ผ่านทีวีดิจิทัล ถือว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเริ่มมีเจ้าของสินค้าให้ความสนใจซื้อโฆษณาช่องทีวีดิจิทัล ซึ่งช่องที่ได้รับความสนใจซื้อสื่อโฆษณามากที่สุดยังคงเป็นช่อง 7 ตามด้วยช่อง 3 ช่อง 1 เวิร์คพอยท์ และช่อง 8
สำหรับค่าโฆษณาที่คิดกันอยู่ในปัจจุบันตาม CPRP (Cost per rating point) หรือราคาที่ต้องใช้ต่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 1 เรตติ้งพอยต์ ในส่วนของช่อง 7 มีค่าเฉลี่ยต่อนาทีอยู่ที่ประมาณ 93,985 บาท และช่อง 3 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 98,550 บาท แต่หากเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ช่อง 7 จะขายโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 2.8 แสนบาท/นาที ขณะที่ช่อง 3 ขายอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท/นาที
ด้าน วิษณุ ตัณฑวิรุฬห์ ที่ปรึกษา กสทช. กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ยอมรับว่า กสทช.มีการประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนผ่านน้อยไป ส่งผลให้ประชาชนไม่รู้ โดยเฉพาะการรับชมผ่านกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล หรือกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีความเข้าใจผิดว่า การดูทีวีดิจิทัลผ่านกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลสามารถใช้เสารับสัญญาณภายในบ้านได้
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ หากใช้เสารับสัญญาณในบ้าน จะต้องอยู่ห่างจากตึกใบหยกไม่เกิน 15 กิโลเมตร จึงจะรับสัญญาณได้ชัด ส่วนผู้ที่อยู่ห่างเกิน 15 กิโลเมตร ควรติดตั้งเสารับสัญญาณ หรือเสาก้างปลาไว้นอกบ้าน ซึ่งปัญหานี้ กสทช.ควรเร่งประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลอย่างเร่งด่วน
เสียงสะท้อนจากทุกฝ่ายที่ต่างออกมาเร่งให้ กสทช.แก้ปัญหา จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดไหน คงต้องดูกันต่อไป ทว่าที่แน่ๆ ล่าสุด กสทช.ออกมาแย้มแล้วว่า อาจเสนอให้ใช้มาตรา 44 ให้ผู้ประกอบการสามารถควบรวมกิจการและเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นได้เพื่อความอยู่รอด ซึ่งหลังโยนหินออกมา บรรดาผู้ประกอบการต่างบอกว่า เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ หากจะแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ ต้องไปแก้ตั้งแต่ต้นตอของกฎหมาย กสทช. ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีการแก้ให้สะเด็ดน้ำแค่ไหน







