
ปฏิรูปโครงสร้างค่าจ้าง
เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนจากภาคผู้ใช้แรงงาน ซึ่งมีประมาณ 37.61 ล้านคน โดยในไตรมาสแรกมีผู้ว่างงานประมาณ 0.9% ถือเป็นประเทศซึ่งมีอัตราการว่างงานน่าจะต่ำสุด
เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนจากภาคผู้ใช้แรงงาน ซึ่งมีประมาณ 37.61 ล้านคน โดยในไตรมาสแรกมีผู้ว่างงานประมาณ 0.9% ถือเป็นประเทศซึ่งมีอัตราการว่างงานน่าจะต่ำสุด
หากอยากรู้ว่าแรงงานขาดแคลนมากแค่ไหน ไม่ต้องไปคิดไกลตัว เอาว่าจะหาแรงงานมาช่วยทำงานในบ้านในยุคนี้เป็นเรื่องไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ เนื่องจากแรงงานไทยมีทางเลือกที่ดีกว่า ต้องไปพึ่งแรงงานต่างด้าว ซึ่งพวกเขาก็เลือกงาน เช่น สวัสดิการและที่อยู่อาศัยดีไหม งานสบายไหม เงินเดือนดีไหม?
เพราะหากไม่ถูกใจก็อาจจะมาทำงานชั่วครั้งชั่วคราวแล้วไปหางานใหม่ ที่กล่าวนี้เป็นเพียงแรงงานในบ้าน ซึ่งในภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรมสถานการณ์ก็ไม่ได้แตกต่างกัน
ดังนั้น ภาพของแรงงานอยากให้นักวิชาการ ภาครัฐ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแรงงานคงต้องทำความเข้าใจในสถานการณ์ของแรงงานที่เปลี่ยนไปจากอดีต ซึ่งการที่นายจ้างจะไปเอาเปรียบ จ่ายค่าแรงต่ำๆ สวัสดิการแย่ๆ ยุคนี้คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้แล้ว
อีกทั้งปัจจุบันเป็นยุคไอที ผู้ใช้แรงงานสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลการจ้างงานกันทางไลน์ บางคนถึงขั้นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม
ส่วนพวกที่ยังปล่อยให้นายจ้างเอาเปรียบอยู่ทั้งที่ตลาดแรงงานยังขาดแคลน องค์กรที่เกี่ยวกับแรงงานควรจะปรับบทบาทเข้ามาดูแลจัดหางานใหม่ อย่ามัวแต่บ่นเรื่องเดิมๆ
ในสถานการณ์ซึ่งแนวโน้มการขาดงานของไทยจะมีมากขึ้นในอนาคต ผมเสนอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างแรงงาน นัยว่า จะมี 5-6 แนวทาง
อย่างไรก็ดี ควรจะมีการปฏิรูปโครงสร้างใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่าไปติดยึดกับแนวคิดเมื่อสิบกว่าปี จะลอยตัวค่าจ้างหรือปฏิรูปอะไรก็ทำไป เพราะเป็นยุคปลอดการหาเสียง แต่โครงสร้างแรงงานต้องมองไปข้างหน้า ทั้งด้านการขาดแคลนแรงงานที่จะมาจากการที่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ รวมทั้งการเข้าสู่ “เออีซี” ซึ่งจะทำให้เกิดการเป็นตลาดเดียวกัน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายการผลิตและบริการในระดับภูมิภาค
ดังนั้น จึงควรที่จะไปพัฒนาประสิทธิภาพแรงงานของไทยให้แข่งขันได้ โดยเฉพาะด้านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Productivity) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการพัฒนาแรงงาน ซึ่งค่าจ้างต้องสมดุลกับชิ้นงานที่จะออกมาจึงจะไปด้วยกันได้
นอกจากนี้ หากยังต้องกระจายความเหลื่อมล้ำออกไปสู่ต่างจังหวัดรอบนอก อัตราค่าจ้างต้องไม่เท่ากันทั้งประเทศ เพราะจังหวัดที่อยู่ห่างไกลจะเสียเปรียบด้านต้นทุนขนส่ง
ลองคิดดูเองว่าหากจังหวัดนั้นๆไม่มีจุดแข็งจริงๆ ใครจะไปตั้งโรงงาน เพราะแค่คิดก็เจ๊งแล้ว
สำหรับค่าจ้างขั้นต่ำควรใช้กับแรงงานแรกเข้า จะได้ไม่ต้องอ้างเรื่องไม่พอจ่ายลูก-เมีย เพราะเป็นแรงงานใหม่และไม่ควรปรับค่าจ้างบ่อยๆ ผู้ประกอบการรายใหญ่เขาไม่เดือดร้อน แต่จะไปกระทบกับรายเล็กๆ หรือพวกเอสเอ็มอี
และต้องอย่าลืมว่าแรงงานในท้องไร่-ท้องนา ส่วนใหญ่เป็นแรงงานรับจ้างก็จะทำให้ภาคเกษตรซึ่งมีปัญหาด้านต้นทุนได้รับผลกระทบไปด้วย
เรื่องค่าจ้างให้ตลาดแรงงานปรับตัวแข่งขันตามอุปสงค์ อุปทาน...ทั้งนายจ้างลูกจ้างต้องไปด้วยกันครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







