posttoday
เอสเอ็มอีไทยเสี่ยง โจรกรรมข้อมูลออนไลน์

เอสเอ็มอีไทยเสี่ยง โจรกรรมข้อมูลออนไลน์

09 มิถุนายน 2558

นับวันการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ที่รวมเอา 10 ชาติในอาเซียน ประกอบไปด้วย ไทย เวียดนาม เมียนมา ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา มาพัฒนาด้านการค้าและเศรษฐกิจร่วมกันนั้น เริ่มมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่อาจจะโดนโจรกรรมข้อมูลมากที่สุด เพราะทุกประเทศที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีอัตราการเติบโตในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางถึงย่อมหรือเอสเอ็มอี แต่กลับไม่มีการป้องกันหรือเตรียมรับมือได้ดีพอ 

นับวันการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ที่รวมเอา 10 ชาติในอาเซียน ประกอบไปด้วย ไทย เวียดนาม เมียนมา ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา มาพัฒนาด้านการค้าและเศรษฐกิจร่วมกันนั้น เริ่มมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่อาจจะโดนโจรกรรมข้อมูลมากที่สุด เพราะทุกประเทศที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีอัตราการเติบโตในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางถึงย่อมหรือเอสเอ็มอี แต่กลับไม่มีการป้องกันหรือเตรียมรับมือได้ดีพอ 

ผลการวิจัยจากแคสเปอร์สกี้ แลป ค้นพบมัลแวร์สำหรับการโจรกรรมข้อมูลองค์กรธุรกิจตัวใหม่ที่ชื่อว่า Grabit ที่สามารถขโมยไฟล์ข้อมูลที่มีความสำคัญกว่า 1 หมื่นไฟล์จากองค์กรขนาดเล็กและกลางจากทั่วโลก โดยไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการติดมัลแวร์สูงถึง 41.01% รองลงมาคือ เวียดนาม 12.96% อินเดีย 6.61% และสหรัฐอเมริกา 4.76%

ไอโด นัวร์ นักวิจัยด้านความปลอดภัยระดับสูง ทีมวิเคราะห์และวิจัยระดับโลก แคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเสี่ยงโดนโจรกรรมข้อมูลมากที่สุด คือ ธุรกิจสารเคมี เทคโนโลยี การศึกษา การเกษตร สื่อสารมวลชนและก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากนี้ ประเทศในทวีปอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมัลแวร์ไม่แพ้กัน อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี อิสราเอล แคนาดา ฝรั่งเศส ออสเตรีย ศรีลังกา ชิลี เบลเยี่ยม และจีน ก็ยังคงมีโอกาสเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่าเป็นประเภทธุรกิจรายใหญ่และมีความรัดกุมด้านการป้องกันไม่มากนัก

“ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นปฏิบัติการสอดแนมมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ หรือองค์กรของรัฐบาล เดิมทีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางนั้นมักจะเป็นม้านอกสายตา แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว ในโลกไซเบอร์ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจระดับใด หากเป็นองค์กรที่มีรายได้สูง มีการซื้อขายข้อมูลที่เป็นความลับ และมีอิทธิพลทางการเมือง ล้วนมีโอกาสเสี่ยงทั้งสิ้น" นัวร์ กล่าว

ปัจจุบัน มัลแวร์ Grabit ยังคงทำการขโมยข้อมูลต่อไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรและฝ่ายไอที ต้องตรวจสอบระบบโครงสร้างไอทีและวางแผนด้านความปลอดภัยอย่างรอบคอบและรัดกุม เพราะยังมีเหยื่ออีกหลายร้อยแอ็กเคาต์ที่เจอปัญหาภัยคุกคามเหล่านี้ทั้งยังแก้ไขไม่ได้ จากการเข้าไปเปิดอีเมลพร้อมดาวน์โหลดไฟล์แนบเข้ามาเก็บไว้ในเครื่อง

"โปรแกรมนี้จะเข้ามาแฝงตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์ จากการที่ฝ่ายไอทีเข้าไปทำการรีโมตเซิฟเวอร์ที่ถูกแฮ็กและใช้เป็นศูนย์กลางมัลแวร์ โดยผู้โจมตีจะใช้ HawkEye keylogger หรือเครื่องมือสอดแนมทางพาณิชย์จากเว็บ HawkEye Products และใช้โมดุลตั้งค่าที่มีตัวเลขของเครื่องมือการจัดการระยะไกล (RATs) เข้าควบคุมเหยื่อ ซึ่งหลังการทดสอบทั้งจากเซิร์ฟเวอร์และโซเชียลมีเดียพบว่า keylogger สามารถสั่งการและขโมยรหัสผ่านได้ถึง 2,887 รายการ อีเมล 1,053 รายการและยูสเซอร์เนม 3,023 รายการ" นัวร์ กล่าว

วิธีป้องกันมัลแวร์ Grabit นี้ ทีมวิจัย แนะนำให้ เข้าไปตรวจสอบที่เซิร์ฟเวอร์กลาง โดยเช็กที่ C:\Users\<PC-NAME>\AppData\Roaming\Microsoft หากพบไฟล์บนระบบปฏิบัติการณ์ดังกล่าว แสดงว่าติดเชื้อมัลแวร์แล้ว จากนั้นให้กำหนดค่าบนระบบวินโดวส์ใน Windows System Configurations ซึ่งไม่ควรมีไฟล์ grabit1.exe อยู่ในตารางเริ่มต้น จากนั้นให้รันโปรแกรม msconfig เพื่อล้างไฟล์ grabit1.exe เมื่อแก้ปัญหาเรียบร้อยแล้ว ควรเตือนพนักงานไม่ให้เปิดไฟล์แนบจากคนที่ไม่รู้จักและอย่าส่งต่อเพื่อป้องกันการถูกขโมยข้อมูลที่จะสร้างความเสียหายทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท