
แบกดอกเบี้ยหลังแอ่น ธปท.ขาดทุนสะสมพุ่ง 6 แสนล.
ธปท.เผยงบการเงินในปี 2557 ขาดทุนอีก 6.2 หมื่นล้านบาท ขาดทุนสะสมเพิ่มเป็น 6.34 แสนล้านบาท แต่ยันไม่กระทบการทำงานตามมาตรฐานสากลของธนาคารกลาง
ธปท.เผยงบการเงินในปี 2557 ขาดทุนอีก 6.2 หมื่นล้านบาท ขาดทุนสะสมเพิ่มเป็น 6.34 แสนล้านบาท แต่ยันไม่กระทบการทำงานตามมาตรฐานสากลของธนาคารกลาง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานงบการเงินประจำปี 2557 ของ ธปท.ที่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ณ สิ้นปี 2557 ธปท.มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 3.53 ล้านล้านบาท และมีหนี้สินรวม 4.23 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ ธปท.มีทุนติดลบมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2557 ที่ผ่านมา มีส่วนของทุนติดลบทั้งสิ้น 7 แสนล้านบาท
รายงานการเงิน ระบุว่า ในปี 2557 ธปท.มีรายได้รวมทั้งสิ้น 5.94 หมื่นล้านบาท แต่มีรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 1.21 แสนล้านบาท ส่งผลให้มีผลการขาดทุนสุทธิ 6.2 หมื่นล้านบาท และทำให้มีผลการขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 6.34 แสนล้านบาท จาก 4.42 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2556
สำหรับสาเหตุการขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากดอกเบี้ยจ่ายสูงกว่าดอกเบี้ยรับ ซึ่งในปี 2557 มีภาระดอกเบี้ยจ่ายทั้งสิ้น 1.09 แสนล้านบาท ขณะที่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับเพียง 4.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
ทั้งนี้ แม้ว่า ธปท.จะนำเงินสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน และได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมีดอกเบี้ยจ่ายเพื่อดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินไทยลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ตาม อย่างไรก็ดี ธปท.ยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเพียง 9,442 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้ออกรายงานชี้แจงผลการขาดดุลในงบการเงินปี 2557 ว่า การขาดทุนมาจากการดำเนินนโยบายใน 2 ส่วน คือ 1.ผลขาดทุนจากการตีราคา เนื่องจากค่าเงินยูโรและเยนที่อ่อนค่าลงมาก และ 2.ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับน้อยกว่าดอกเบี้ยจ่าย
ธปท.ได้ชี้แจงว่า เนื่องจากในปีที่ผ่านมา ค่าเงินยูโรของสหภาพยุโรป (อียู) และค่าเงินเยนของญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงมากเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จากการที่ยุโรปและญี่ปุ่นดำเนินการมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่อดูแลเศรษฐกิจของตัวเอง ทำให้เมื่อตีราคาเงินสองสกุลที่อยู่ในทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยไปอยู่ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ จึงมีมูลค่าลดน้อยลง และส่งผลตามมาให้เงินสำรองระหว่างประเทศเมื่อตีราคาเป็นเงินบาทมีมูลค่าลดลงตามไปด้วย
อีกปัจจัยหนึ่งของการขาดทุน คือ ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับน้อยกว่าดอกเบี้ยจ่าย แม้ว่าการออกพันธบัตร ธปท. เพื่อปรับสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจะมีผลขาดทุนในส่วนนี้ลดลง เมื่อเทียบกับปี 2553-2556 เพราะ ธปท.ปรับวิธีการนำเงินสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน ทำให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น และมีดอกเบี้ยจ่ายเพื่อดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินไทยลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ผลต่างของดอกเบี้ยรับก็ยังน้อยกว่าดอกเบี้ยจ่ายอยู่มาก
อย่างไรก็ดี ธปท.ย้ำว่าผลการขาดทุนดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ธปท.เน้นการดูแลเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ การทำหน้าที่ดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อตัวเลขกำไรขาดทุนในงบดุลของ ธปท.ก็จริง แต่ไม่ใช่หัวใจสำคัญหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของ ธปท. ซึ่ง ธปท.ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร แต่มุ่งดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสากลทั่วโลก ขณะเดียวกัน ธปท.ได้ตระหนักในภาระการขาดทุนจากการดำเนินงานดังกล่าวนี้ โดยได้มีการวางแนวทางเพื่อลดการขาดทุนดังกล่าวแล้ว







