
สแตนชาร์ตเชื่อไทยโตฉิว4.1%
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเมินเศรษฐกิจพุ่งจากลงทุนภาครัฐ ส่งออก และเอฟดีไอ แนะเร่งพัฒนาระบบรางรองรับจีน-ญี่ปุ่น
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเมินเศรษฐกิจพุ่งจากลงทุนภาครัฐ ส่งออก และเอฟดีไอ แนะเร่งพัฒนาระบบรางรองรับจีน-ญี่ปุ่น
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ นักเศรษฐ ศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ได้ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยเหลือ 4.1% จากเดิม 6% ซึ่งอัตราเติบโตใหม่ถือว่ายังสูงเมื่อเทียบกับสำนักอื่น เนื่องจากมองว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ถึง 4.5%
ทั้งนี้ การเติบโตมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การลงทุนภาครัฐ ที่เตรียมพร้อมมาในครึ่งปีแรกจะเริ่มลงทุนในครึ่งปีหลัง การส่งออกที่จะฟื้นตัวดีขึ้นจากเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่น รวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะ
สูงขึ้น และการลงทุนโดยตรงจากนักลงทุนต่างชาติที่ไทยยังเป็นเป้าหมายสำคัญของนักลงทุนญี่ปุ่นในกลุ่มซัพพลายเชน
อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญยังเป็นความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ซึ่งหากพิจารณาหนี้สินต่อทุนของบริษัทจดทะเบียนยังต่ำกว่า 1 สะท้อนว่ามีความสามารถในการลงทุน แต่ยังรอดูสถานการณ์อยู่ เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่หนี้ครัวเรือนสูงกดดันบ้าง แต่หากพิจารณาภาพรวมเงินฝากที่เติบโตอยู่ แสดงว่าคนยังมีกำลังซื้อแต่ยังไม่มีความเชื่อมั่นใช้จ่าย
น.ส.อุสรา กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ คาดว่า ที่ประชุมจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วถือว่าส่งผ่านระดับหนึ่ง กนง.จึงมีแรงกดดันดอกเบี้ยน้อยลง จึงคาดว่าที่ประชุมจะรอดูผลการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งก่อนว่าจะส่งผ่านเพียงใด
“การจะลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ต้องติดตามการลงทุนภาครัฐ ซึ่งหากเริ่มเกิดในครึ่งปีหลังจริง เชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายจะคงที่ 1.5% ไปถึงสิ้นปี แต่หากโครงการลงทุนภาครัฐยังล่าช้าออกไปอีก นโยบายการเงินอาจจะต้องทำหน้าที่พยุงเศรษฐกิจต่อ” น.ส.อุสรา กล่าว
นอกจากนี้ เศรษฐกิจอาเซียนครึ่งปีหลังไปถึงปี 2559 มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวสูงอีกครั้งจากการฟื้นตัวของยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของอาเซียนและจีน ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการขยายการลงทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงอาเซียนโดยเร็ว เพื่อชิงโอกาสหลังจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) จากต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อส่งออกและต้องการขยายตลาดอาเซียนที่มีกำลังซื้อเติบโตสูงต่อเนื่องโดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นจะเลือกมาไทยและอินโดนีเซียในรูปของซัพพลายเชนและยังมีอุตสาหกรรมอื่นที่สนใจมาไทย เช่น ยา สินค้าอุปโภคบริโภค และบันเทิง
นอกจากนี้ ยังแนะนำผู้ลงทุนจับตาอุตสาหกรรมที่ได้อานิสงส์จากการลงทุนโดยตรงและเศรษฐกิจโลก ได้แก่ กลุ่มส่งออก ที่ไทยจะก้าวเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า กลุ่มซัพพลายเออร์และโลจิสติกส์ กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มอุปโภคบริโภคจากกำลังซื้อของชนชั้นกลางที่มากขึ้น







