
ฮิตาชิดาต้าฯปรับแผนใหม่ หลังทีวีดิจิทัลไม่บูมดังคาด
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ก่อนหน้านี้ ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ได้คาดการณ์ว่า กลุ่มธุรกิจประเภทสื่อสารหรือทีวีดิจิทัล ที่ต้องรับส่งข้อมูลแบบความละเอียดสูงหรือ High-Definition จนเกิดปริมาณข้อมูลมหาศาล ทำให้เกิดความต้องการในการบริหารจัดการ บิ๊กดาต้า รวมทั้งบริหารการจัดเก็บข้อมูลไว้บนระบบโครงสร้างหลักขององค์กร แต่กลับเป็นว่า ทีวีดิจิทัลยังไม่บูมตามที่คาดการณ์ไว้
มารุต มณีสถิตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและพม่า บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พีทีอี ลิมิเต็ด กล่าวว่า ถ้าในเชิงธุรกิจถือว่ามีผลกระทบด้านการลงทุนที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ แต่กลุ่มลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรายังมีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะต้องปรับฐานลูกค้าไปกลุ่มอื่นแทน
“ตอนนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ในระยะเวลาอันสั้นได้ ต้องรอดูว่าทิศทางของทีวีดิจิทัลและความต้องการสินค้าและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมสื่อสารนี้จะเป็นอย่างไร เพราะมีจำนวนสถานีมากถึง 24 ช่อง และมีการยกเลิกแค่บางราย ดังนั้นต้องรอดูความชัดเจน แต่เชื่อว่าไม่กระทบกับลูกค้าที่มีในมือตอนนี้” มารุต กล่าว
เทรนด์บิ๊กดาต้าในประเทศไทย เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ไม่ใช่แค่ตื่นตัวว่าบิ๊กดาต้าคืออะไร แต่มองข้ามไปถึงการนำข้อมูลเหล่านั้น ไปวิเคราะห์ให้เกิดผลเชิงธุรกิจได้อย่างไร และกลายเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ฮิตาชิพยายามเข้าให้ถึง
“เจ้าของธุรกิจขนาดกลาง ที่เราเคยเข้าไปทำตลาด มีความเข้าใจเรื่องบิ๊กดาต้า คลาวด์ สตอเรจ และต่างก็ต้องการพื้นที่สำหรับ จัดเก็บข้อมูลเชิงธุรกิจ และใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ผลทันที แต่ รูปแบบการทำงานของผลิตภัณฑ์ที่เรามีอยู่เดิมนั้น จะเหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่า ดังนั้นการลดสเกลของเครื่องให้มีขนาดเล็กลง แต่มีระบบทั้งเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจและเน็ตเวิร์กเข้าด้วยกัน เชื่อว่า จะตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจขนาดกลางมากขึ้น” มารุต กล่าว
ด้าน ซาราวานัน คริชนาน ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจด้านแพลต ฟอร์มและโซลูชั่นประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ กล่าวว่า การ์ดเนอร์ บริษัทวิจัยตลาดด้านไอที ได้คาดการณ์ยอดการใช้จ่ายด้านไอทีของอุตสาหกรรมทุกประเภทในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างน้อย 10-12%
“ทุกประเทศมีความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่งคือต้องการสินค้าที่มีคุณภาพดีและราคาถูก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประเทศใดต่างก็ต้องการเปรียบเทียบระบบการทำงานของผลิตภัณฑ์ก่อนการลงทุนว่าคุ้มค่าหรือไม่ ลดค่าใช้จ่ายได้จริงหรือเปล่า ซึ่งหากเปรียบเทียบด้านบริหารจัดการระบบแล้ว เราเชื่อมั่นว่าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วยลดขั้นตอนการทำงานได้ถึง 50% แต่ถ้าให้เทียบว่าลดจำนวนพนักงานไอทีหรือเปรียบเทียบผลกำไรที่ได้กลับมาของแต่ละองค์กรธุรกิจนั้น ไม่สามารถบอกได้ชัดเจน เพราะแต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกัน การลงทุนไอทีจะคุ้มค่ามากหรือน้อยแค่ไหน อยู่ที่แนวคิดของเจ้าของธุรกิจแต่ละรายมากกว่า” ซาราวานัน กล่าว
สำหรับธุรกิจที่ใช้งานผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะมีทั้งกลุ่มธนาคาร โทรคมนาคม องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ภาครัฐ ส่วนกลุ่มลูกค้าใหม่ที่จะเข้าไปทำตลาดเพิ่มเติมนั้น ได้แก่ ผู้ให้บริการด้านคลาวด์ ยานยนต์ เฮลท์แคร์ ไฟแนนซ์และสื่อสารมวลชน เป็นต้น







