
กระจายการลงทุน ในตลาดหุ้นอาเซียนดีอย่างไร
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
สวัสดีครับ สำหรับตลาดหลักทรัพย์กลุ่มอาเซียน โดยรวมแล้วผมว่าหากแบ่งตามระดับการพัฒนาของตลาด ซึ่งวัดจากขนาดมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สภาพคล่อง (Liquidity) และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายในตลาด (Product) แล้วจะสามารถแบ่งตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มอาเซียนได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่มีการพัฒนาการของการซื้อขาย ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มาเลเซียและไทย
ขณะที่กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันตามการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจและระดับการเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนของประเทศในกลุ่มดังกล่าว ทำให้มูลค่าตลาดและผลตอบแทนจากการลงทุนช่วงที่ผ่านมาต่างกัน
ในด้านมูลค่าตลาดในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มที่มีการพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์มายาวนาน อาทิ ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ไทย (SET) และมาเลเซีย (Bursa Malaysia) จะมีขนาดมูลค่าตลาดที่ค่อนข้างใหญ่โดย ณ เดือน ม.ค. 2558 ตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าวมีมูลค่าขนาดกว่า 755,414/460,900 และ 451,650 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่งเริ่มมีการพัฒนา อย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ (PSE) อินโดนีเซีย (JCX) และเวียดนาม (HOSE) มีขนาดมูลค่าน้อยกว่ากลุ่มประเทศดังกล่าว โดยมีขนาดมูลค่าที่ 420,872/279,500 และ 50,078 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าขนาดมูลค่าจะแตกต่างกันในแต่ละตลาด แต่จุดที่น่าสนใจคือเมื่อมีการรวมกลุ่มเป็นตลาดหุ้นอาเซียนด้วยกันแล้วจะผลักดันให้ขนาดมูลค่าตลาดกลุ่มอาเซียนเพิ่มขึ้นและมีมูลค่ากว่า 2.41 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใหญ่กว่าตลาดหลักทรัพย์ของเกาหลีใต้ (Kospi) ที่มีมูลค่าขนาดตลาดที่ 1.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีขนาดมูลค่าเทียบเคียงได้กับตลาดหลักทรัพย์เสิ่นเจิ้นของจีนและฮ่องกงที่มีขนาด 2.28 และ 3.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ขนาดมูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้นและมีขนาดทัดเทียมกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่พัฒนาแล้วจะส่งผลให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่ละประเทศจากการรวมกลุ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนทั้งในและนอกกลุ่มอาเซียนให้เพิ่มขึ้นตาม อันจะนำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์และผลักดันดัชนีฯ ให้ปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน
ด้านผลตอบแทนของการลงทุน การรวมกลุ่มของอาเซียนจะเป็นประตูเปิดโอกาสสู่ตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งมักมีอัตราการเติบโตในระดับสูงและสูงกว่าตลาดอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ให้ผลตอบแทน 56%, 96% และ 121% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนาม ให้ผลตอบแทน 293%, 364% และ 130% ตามลำดับ
ซึ่งหมายความว่า หากลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ด้วยต้นทุน 1,000 บาท เวลาผ่านไป 10 ปี จะได้รับเงินต้นและผลตอบแทนที่ 1,560/1,960 และ 2,210 บาทตามลำดับ ขณะที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม จะได้รับเงินต้นและผลตอบแทน 3,930/3,640 และ 2,300 บาทตามลำดับ จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนจึงเริ่มเป็นเป้าหมายการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่มีพัฒนาการการเติบโตของเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งสัปดาห์หน้าผมจะกลับมาเล่าให้ฟังถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นในแต่ละประเทศครับ







