
เต้าส้อเจ๊ดาเมืองตรัง พัฒนาจนเหนือชั้น
แม้ จ.ตรัง จะไม่ใช่พื้นที่ต้นตำรับ แต่ 10 ปีที่ผ่านมา “เต้าส้อ” ขนมชื่อดังประจำท้องถิ่นภาคใต้แบรนด์จาก จ.ตรัง
โดย...เมธี เมืองแก้ว
แม้ จ.ตรัง จะไม่ใช่พื้นที่ต้นตำรับ แต่ 10 ปีที่ผ่านมา “เต้าส้อ” ขนมชื่อดังประจำท้องถิ่นภาคใต้แบรนด์จาก จ.ตรัง ก็ได้รับการยอมรับขยายตัวอย่างรวดเร็วและถือเป็นอีกขนมพื้นเมืองเด่นที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนอกเหนือไปจาก “เค้ก” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศก่อนหน้าแล้ว จนกำลังเป็นที่น่าจับตามองของเหล่านักชิมรุ่นใหม่
การก้าวไปเปิดธุรกิจทำขนมขายแบบเล็กๆ เมื่อปี 2545 ของ “เจ๊ดา” หรือ “ดรุณี ดำคง” เจ้าของ “ร้านเจ๊ดา” วัย 51 ปี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสี่แยกอันดามัน ริมถนนเพชรเกษม สายตรัง-กระบี่ หมู่ 2 ต.เขากอบ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ก่อให้เกิดการเรียนรู้ด้านเทคนิค หรือกรรมวิธีที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพี่สาวของเธอนำสูตร “เต้าส้อ” มาทดลองทำแล้วทำอีกจนกระทั่งเชี่ยวชาญและได้สูตรเด็ดเฉพาะเจาะจงเป็นของตัวเองที่เหนือกว่าเจ้าใด ส่งผลให้ธุรกิจก้าวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลานี้
เต้าส้อทั่วไปนั้นจะมีแป้งห่อแค่เพียงชั้นเดียว แต่สำหรับสูตรของ “ร้านเจ๊ดา” จะมี 2 ชั้น ทำให้ขนมที่ผลิตออกมาเหนียวนุ่มน่ารับประทาน แถมยังมีไส้แปลกๆ ใหม่ๆ และรสชาติดีๆ ให้เลือกกันอีกมากมายด้วย ทั้งไส้ถั่วไข่เค็ม ไส้ถั่วดำ ไส้ไข่เค็ม ไส้งาดำ ไส้ชาเขียว และไส้รวมรส โดยกรรมวิธีผลิตจะต้องเริ่มปั้นแป้งชั้นในก่อน แล้วนำแป้งชั้นนอกมาห่อหุ้ม ก่อนนำไปทาไข่แดง ทางา แล้วอบ 25 นาที ก็จะได้ขนมที่สุดแสนอร่อย
ด้วยผลงานอันคุณภาพที่ออกมาของ “ร้านเจ๊ดา” เป็นเจ้าแรก จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและมียอดขายดีแบบเทน้ำเทท่า จนช่วงหลังมีร้านอื่นๆ หันมาผลิต “เต้าส้อ” ด้วยนับสิบแห่งแล้ว ซึ่งก็มิได้ทำให้ร้านแห่งนี้มีลูกค้าลดน้อยถอยลง แต่กลับต้องขยายเพิ่มเป็น 2 สาขา พร้อมกับปรับโฉมร้านที่สาขา 1 ให้ดูดีสวยงามเด่นตามากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านไปยังถ้ำเลอันซีนไทยแลนด์ของ จ.ตรัง และเป็นถนนสายหลักในการเดินทางไปยัง จ.กระบี่ พังงา และภูเก็ต รวมทั้งยังเป็นจุดที่รถทัวร์ต้องจอดแวะรับผู้โดยสารด้วย
ยอดการผลิต “เต้าส้อ” วันละ 300-400 กล่อง ซึ่งขายในราคากล่องละ 35 บาท หรือ 3 กล่อง 100 บาท ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจยิ่ง รวมทั้งการขยายตลาดอยู่ทั่วทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึง จ.นครราชสีมา นครสวรรค์ และพิษณุโลก พร้อมทั้งกำลังขยายไปในกรุงเทพฯ รวมถึงจังหวัดอื่นทางภาคเหนือและภาคอีสาน ในปี 2556 โดยมุ่งเน้นร้านของฝาก ร้านอาหาร และจุดพักรถ ด้วยกลยุทธ์ใหม่ที่ให้เซลส์เป็นผู้ออกไปเจาะสินค้าด้านการตลาด ทำให้เจ้าของมีภาระเฉพาะด้านการผลิตเท่านั้น







