
อนาคตแบงก์ไทย หลังเปิดเสรีอาเซียน
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การเปิดเสรีในภาคการค้า การลงทุน ได้เดินหน้ามาในระดับหนึ่งแล้ว ก่อนที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเปิดอย่างเต็มรูปแบบ แต่สำหรับภาคการเงิน การธนาคาร ยังถือว่าการเปิดเสรียังดำเนินการได้ช้าที่สุด เพราะเป็นภาคส่วนที่ดำเนินการยาก และส่งต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนา Last Call to AEC #2 ในหัวข้อ “การเงิน-การธนาคาร พร้อมแค่ไหนรับมือเออีซี” ว่า การเปิดเสรีในภาคบริการยังไม่ได้เปิดไปพร้อมกับธุรกิจในสาขาอื่นๆ ซึ่งธุรกิจการเงิน การธนาคาร จัดเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่การเปิดเสรียังเป็นไปอย่างช้าๆ โดยอาเซียนวางเป้าหมายการเปิดเสรีไว้ที่ปี 2563 เป็นการเปิดตลาดทางการเงินภายใต้ ASEAN Banking Integration Framework (ABIF)
ทั้งนี้ ในปี 2563 กำหนดให้ต้องมีการเจรจา Qualified ASEAN Bank (QAB) ซึ่งเป็นการจัดทำมาตรฐานของสถาบันการเงินร่วมกัน โดยจะเป็นการเจรจาระดับทวิภาคี เมื่อทั้งสองประเทศสามารถทำข้อตกลงและกำหนดมาตรฐานร่วมกันได้แล้ว สถาบันการเงินของทั้งสองประเทศที่เข้าข่ายมาตรฐานที่กำหนด จะสามารถเปิดเสรีภายใต้การเจรจาร่วมกันได้ โดยจะเป็นข้อตกลงในลักษณะต่างตอบแทน เช่น อนุญาตให้ไปดำเนินการเปิดสาขาธนาคารได้ในทั้งสองประเทศ เป็นต้น
การทำ QAB จะเป็นจุดเริ่มต้นและทำให้ธุรกิจในภาคการเงิน การธนาคาร เข้าสู่การเปิดเสรีอาเซียนมากขึ้น ซึ่งในปี 2558 ตั้งเป้าทำให้มีการเจรจาเกิดขึ้นได้ 1 ฉบับ ซึ่งอาจจะเป็นการเจรจาระหว่างประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์
ขณะที่ในปี 2561 ตั้งเป้าหมายให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า ประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เจรจา QAB ให้สำเร็จประเทศละ 1 ฉบับ ซึ่งขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละประเทศว่าต้องการจับคู่กับประเทศใด ต้องการเข้าไปทำธุรกิจและให้บริการลูกค้าในประเทศใดบ้าง และในปี 2563 ตั้งเป้าหมายให้ทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และบรูไน สามารถสรุปการเจรจาและมีข้อตกลงได้ประเทศละ 1 ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายขั้นต่ำของอาเซียน 10 ประเทศ ที่จะมีข้อตกลง 10 ฉบับ
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลนำโดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย จะเป็นผู้ดำเนินการเจรจา ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะเริ่มเจรจากับประเทศใด ขณะที่ในฝั่งของผู้ประกอบการธุรกิจธนาคารต้องการจะเข้าไปทำธุรกิจในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) เพราะมีผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก มีความต้องการใช้บริการทางการเงินในระดับสูง โดยการเปิดเสรีภายใต้ข้อตกลงนั้นขึ้นอยู่กับการเจรจาของภาครัฐว่าจะเปิดเสรีในรูปแบบหรือด้านใดบ้าง
“QAB จัดว่าเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการเป็นธนาคารสัญชาติอาเซียน ที่จะได้รับการเปิดเสรีมากกว่าธนาคารจากประเทศอื่น ต่างจากการไปเปิดสาขาในประเทศอาเซียนในปัจจุบัน ที่เป็นการขออนุญาตเปิดสาขาตามขั้นตอนปกติ และธนาคารไม่ว่าชาติไหนก็ต้องดำเนินการเหมือนกันหมด ซึ่งการไปเปิดสาขาในต่างประเทศยังถือว่าเป็นการเจรจาด้านเดียว” เบญจรงค์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยพยายามที่จะแก้ไขกฎระเบียบที่สำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อการเปิดเสรีควบคู่ไปด้วย ซึ่งไทยจัดว่าเป็นประเทศที่มีกฎระเบียบข้อบังคับมากที่สุด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามจะปลดล็อกกฎระเบียบหลายประการในช่วง 1-2 ปีจากนี้ โดยประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น การทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินต่างประเทศ การเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของต่างประเทศ ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งหากแก้ไขแล้วจะเอื้อต่อการทำธุรกิจมากขึ้น
สำหรับความพร้อมของประเทศไทยในการเปิดเสรีนั้น หากเปรียบเทียบด้านความแข็งแกร่งของธนาคารไทยกับภูมิภาค ธนาคารไทยอยู่ในระดับที่ดี มีผลตอบแทนดี มีความมั่นคงอยู่ที่ระดับ 15% ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ที่มีความมั่นคง 16% ระบบสาขาไทยมีสาขา 11 สาขา/ประชากร 1 แสนคน ถือว่ามีสาขาจำนวนมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ระบบเอทีเอ็มไทยมี 78 เครื่อง/ประชากร 1 แสนคน มากกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงบริการทางการเงิน ไทยมีการเข้าถึงอยู่ที่ 57% ต่ำกว่าสิงคโปร์ที่เข้าถึง 98% มาเลเซียเข้า 86% ดังนั้นการที่ไทยมีระบบสาขามาก มีเอทีเอ็มมาก ไม่ได้ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการบริการทางการเงินได้มากเท่าที่ควร ซึ่งส่วนของสาขาหรือเอทีเอ็มกลับเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินการของธนาคารสูงขึ้น ซึ่งเท่ากับว่ามีประสิทธิภาพในการดำเนินการต่ำ เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย
ส่วนการแข่งขันในเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงินนั้น ธุรกิจธนาคารถือเป็นระบบที่ลอกเลียนแบบกันได้ง่ายที่สุด และจดลิขสิทธิ์ไม่ได้ เมื่อมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ทุกธนาคารสามารถออกผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันได้ จึงต้องแข่งขันกันด้วยต้นทุนมากกว่า
“ธนาคารไทยมีความมั่นคงสูง แต่ประสิทธิภาพสู้สิงคโปร์และมาเลเซียไม่ได้ ดังนั้นต้องมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งความพร้อมในการเข้าสู่ภูมิภาคไทยถือว่ามีความพร้อม แต่ไม่สามารถเข้าไปทำธุรกิจในทุกประเทศพร้อมกันได้ ต้องเลือกที่จะเข้าไปทีละแห่ง ซึ่งประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีน่าจะเป็นเป้าหมายของธนาคารไทยมากที่สุด” เบญจรงค์ กล่าว
ปัจจุบันบทบาทของธนาคารไทยที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการในยุคเออีซี คือ การช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปค้าขาย ลงทุนในต่างประเทศ และช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยแผนระยะสั้นจะสนับสนุนระบบการเงินในระบบดิจิทัล และสนับสนุนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว
ในทางกลับกัน ธนาคารต่างชาติสนใจเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้น เพราะมีผลตอบแทนดี แต่การเข้ามายังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารไทย หรือเข้ามาเป็นคู่แข่ง ทั้งนี้ เชื่อว่าภายหลังการเปิดเสรีจะมีธนาคารต่างชาติต้องการเข้ามาขยายธุรกิจในเมืองไทยอีกมาก ส่วนธนาคารไทยที่จะออกไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่ยังเป็นการตามลูกค้าออกไปมากกว่า







