
โนเบิลโอดรายได้วูบ
หลังโครงการติดปัญหาอีไอเอ ปีนี้ลุยผุด 4 โครงการ 1.3 หมื่นล.
หลังโครงการติดปัญหาอีไอเอ ปีนี้ลุยผุด 4 โครงการ 1.3 หมื่นล.
โนเบิลรับปีนี้รายได้วูบ หลังไม่มีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอน แต่ทั้งปีคาดทะลุ 1 หมื่นล้าน
นายกิตติ ธนากิจอำนวย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ รวมไปถึงการปรับแบบก่อสร้างส่งผลกระทบต่อแผนการรับรู้รายได้ในปีนี้แทบจะไม่เกิดขึ้น หรือน้อยกว่าปีก่อนที่มียอดรับรู้รายได้ 2,358 ล้านบาท หรืออาจจะมีรายได้ติดลบเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) อยู่กว่า 1.9 หมื่นล้านบาท แต่จะสามารถรับรู้รายได้ในช่วงปลายปี 2559-2561 ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานน่าจะพลิกกลับมามีรายได้เติบโตเป็นบวกได้ภายในปี 2559 ส่วนยอดขายของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท
“สำหรับในปีนี้บริษัทคาดว่ายอดขายจะไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการที่เปิดขายมาก่อนหน้า 2,000 ล้านบาท และยอดขายโครงการใหม่ประมาณ 8,000-8,200 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีมาบริษัทยังไม่ได้เปิดขายโครงการใหม่ ซึ่งแผนในปีนี้มี 4 โครงการ มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 3 โครงการ และที่อยู่อาศัยแนวราบอีก 1 โครงการ โดยในปีนี้วางงบซื้อที่ดินไว้ 2,000 ล้านบาท ใช้ไปแล้ว 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ซื้อที่ดินในย่านสุขุมวิทใกล้กับแนวรถไฟฟ้า” นายกิตติ กล่าว
ทั้งนี้ ล่าสุดเตรียมเปิดขายโครงการแรกของปีนี้ ได้แก่ โนเบิล บี เทอร์ตี้ทรี (NOBLE BE 33) ในซอยสุขุมวิท 33 เป็นอาคารสูง 31 ชั้น จำนวน 277 ยูนิต ขนาด 34-43 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.1 แสนบาท/ตารางเมตร หรือเริ่มต้น 7.2 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 3,300 ล้านบาท ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนจองผ่านอินเทอร์เน็ตแล้วกว่า 3,500 ราย คาดว่าจะปิดการขายได้ภายในวันเดียว ส่วนที่เหลืออีก 3 โครงการจะทยอยเปิดในช่วงครึ่งปีหลัง
นายกิตติ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากหลายด้าน ทั้งภาคการส่งออก ปัญหานี้ครัวเรือนที่สูงถึง 70-80% ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่วนการลงทุนเอกชน โดยเฉพาะจากต่างชาติหายไป เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากค่าแรง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค
“แม้ว่าประเทศไทยจะมีปัจจัยลบมากระทบอย่างมาก แต่เศรษฐกิจกลับไม่ได้แย่ตาม ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองที่เริ่มนิ่ง ซึ่งหากจะให้ดีกว่านี้รัฐบาลควรสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยกำหนดกติกาให้ดีและถูกต้อง เพื่อให้ภาคเอกชนมั่นใจว่าในอนาคตการเมืองไทยจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเช่นที่ผ่านมาอีก แค่นี้ภาคเอกชนก็จะกล้าลงทุนมากขึ้น” นายกิตติ กล่าว







