posttoday
เวิลด์แบงก์ย้ำไทยน่าห่วง

เวิลด์แบงก์ย้ำไทยน่าห่วง

04 มิถุนายน 2558

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

สัญญาณเศรษฐกิจประเทศไทยจากมุมมองของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปี 2558 นี้ อาจไม่มีอะไรหวือหวานัก เมื่อตัวเลขคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ออกมาตรงกับคาดการณ์เดิมว่าจะเติบโตได้ 3.5% เติบโตดีกว่าปีที่แล้วที่ขยายตัวเพียง 0.9%

กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก เปิดเผยรายงานการติดตามเศรษฐกิจไทย 2558 ว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลง รายได้ จากการท่องเที่ยวที่สูงขึ้น และการใช้จ่ายรัฐบาลมากขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจโลกเริ่มมีการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อติดลบก็ยังไม่น่ากังวลมากนัก

“การที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 5 เดือนนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นภาวะเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อที่ติดลบเกิดจากราคาน้ำมันที่ลดลง เพียงแต่ก็ยังต้องจับตาธนาคารกลางสหรัฐปรับดอกเบี้ยขึ้นในไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งจะทำให้มีเงินทุนไหลออก และส่งผลให้ค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลง ซึ่งภาคธุรกิจจะต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม” กิริฎา กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เวิลด์แบงก์แสดงความเป็นห่วง และเป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันก็คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ถดถอยลง และทำให้ภาคการส่งออกไทยที่มีสัดส่วนราว 60-70% ของจีดีพี เติบโตต่ำสู้เพื่อนบ้านหลายชาติในกลุ่มอาเซียนไม่ได้ 

หากย้อนดูรายงานปีที่ผ่านๆ มาจะพบว่า เวิลด์แบงก์พยายามสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวของไทยมาอย่างต่อเนื่อง แต่ได้ย้ำหนักแน่นขึ้นในการแถลงช่วงต้นไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีที่ไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน

ดังนั้น แม้เศรษฐกิจโลกปี 2558 จะเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐและยุโรป แต่การส่งออกของไทยในปีนี้ก็จะยังขยายตัวอย่างช้าๆ เพียง 0.5% ท่ามกลางประมาณการว่าอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ

จากการวิเคราะห์ของเวิลด์แบงก์ พบว่าการส่งออกของไทยชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2555 เนื่องจากความสามารถการแข่งขันลดลง โดยอัตราการขยายตัวเฉลี่ยในช่วงปี 2549-2554 อยู่ที่ 13% ก่อนที่จะชะลอตัวลดลงเหลือ 1% ในช่วงปี 2555-2557 หรือมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าประเทศในอาเซียน ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าในตลาดส่งออกโลกก็ลดลงเช่นกัน รวมถึงประสิทธิภาพของตลาดแรงงานไทยที่ลดลงเช่นกันด้วย

ธนาคารโลกจึงเสนอให้ไทยควรจะต้องเร่งเพิ่มทักษะ และเพิ่มผลิตภาพของกำลังแรงงาน เป็นศูนย์กลางที่จะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยมี “การปฏิรูปการศึกษา” เป็นสิ่งสำคัญ

แม้ว่าที่ผ่านมาไทยมีความก้าวหน้าในการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ครอบคลุม และการเพิ่มชั้นเรียนในเมืองและชนบท ซึ่งเด็กไทยเกือบทุกคนได้เข้าถึงระดับประถมศึกษา โดยเด็กกว่า 70% ของครอบครัวยากจน สามารถส่งบุตรหลานเข้าระดับมัธยมศึกษา ซึ่งเปลี่ยนไปมากจากเมื่อ 25 ปี ที่แล้ว ที่มีเพียง 10% แต่นักเรียนไทยอายุ 15 ปี มากกว่า 1 ใน 3 ยังจัดว่าขาดทักษะในการอ่านเกิน ระดับพื้นฐาน จึงควรต้องเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ