
ทหารไทยชูหุ้นญี่ปุ่น-จีน-เอเชีย
บลจ.ทหารไทย แนะเพิ่มลงทุนกองหุ้นญี่ปุ่น-จีน-เอเชีย มั่นใจไปต่อ
บลจ.ทหารไทย แนะเพิ่มลงทุนกองหุ้นญี่ปุ่น-จีน-เอเชีย มั่นใจไปต่อ
นายไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในช่วงนี้แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น จีนและเอเชีย เนื่องจากมองว่าทั้ง 3 ตลาดยังมีปัจจัยสนับสนุนให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นพัฒนาที่ราคาปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างมาก
สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นมองว่า มีหลายปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดน่าสนใจ โดยเฉพาะกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีแนวโน้มเติบโตดีจากค่าเงินเยนอ่อน อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยการออกคิวอีและมาตรการต่างๆ จะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะยาว จึงมีเงินไหลเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อ ขณะที่ราคาหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ในอดีต
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นจีนมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องเช่นเดียวกัน แต่มองว่าตลาดหุุ้น H-Share น่าสนใจมากกว่า A-Share เห็นได้จากราคาหุ้นบริษัทเดียวกันซื้อขายใน H-Share ถูกกว่า A-Share ประมาณ 20% ส่วนตลาดหุ้นเอเชียยังมีแนวโน้มที่ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคและจีน
นายไพศาล กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 2-5 มิ.ย.นี้ บริษัทเปิดขายกองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 8 (4) ลงทุนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท หลังจากทริกเกอร์ฟันด์หุ้นญี่ปุ่นที่บริษัทออกมา 5 กองทุนทำผลตอบแทนได้ตามเป้าทุกกอง
ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 มี.ค. 2558 บลจ.ทหารไทย ออกกองทุนทริกเกอร์หุ้นต่างประเทศจำนวน 10 กองทุน สามารถทำผลตอบแทนตามเป้าหมายเลิกโครงการแล้ว 7 กองทุน
สำหรับกองทุนที่ออกใหม่มีนโยบายลงทุนในหุ้นชั้นดีของประเทศญี่ปุ่น อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า พานาโชนิค โซนี่ โตชิบา และเซเว่น อีเลฟเว่น ผ่านกองทุนหลัก Nikkei 225 Exchange Traded Fund ซึ่งบริหารจัดการโดย Nomura Asset Management Co.,Ltd และกองทุนได้ตั้งเป้าหมายเลิกโครงการประมาณ 8% ใน 1 ปี
“ตลาดหุ้นยุโรปยังน่าสนใจ แต่ระยะสั้นยังต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุนจากปัญหาหนี้ของกรีซที่กดดันการลงทุน ส่วนตลาดหุ้นที่แนะนำให้ลดน้ำหนักลงทุน ได้แก่ หุ้นสหรัฐ เนื่องจากราคาขึ้นไปมากแล้ว” นายไพศาล กล่าว
ตลาดหุ้นไทยแนะนำเพียงถือเนื่องจากกำไร บจ.ออกมาไม่ค่อยดีขณะที่นักลงทุนสถาบันและต่างชาติยังไม่กลับมาลงทุน เมื่อข่าวดีไม่มา พอมีข่าวร้ายหุ้นก็พร้อมปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนในประเทศซื้อขายกันเอง หากตลาดไม่มีข่าวร้ายดัชนีคงไม่น่าหลุด 1,450 จุด
นอกจากนี้ มองว่าหากเศรษฐกิจไทยยังชะลอตัวมีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงอีก ส่วนดอกเบี้ยของสหรัฐตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ ในขณะที่ส่วนตัวแล้วมองว่ามีโอกาสที่จะยืดเวลาออกไปอีก







