
ทำไมลงทุนแล้ว ‘กำไรน้อย ขาดทุนเยอะ’
โดย..ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์
โดย..ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์
คำถามคาใจของนักลงทุนรายย่อยหลายท่านที่ชอบการลงทุนในหุ้น ไม่ว่าจะมือเก่าหรือมือใหม่ คือ “ทำไมลงทุนไปแล้วไม่รวยเสียที” เวลาได้กำไรก็ได้แค่หลักพันแต่ขาดทุนแต่ละทีกลับเป็นหลักหมื่น สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะอะไรและมีแนวทางแก้ไขเบื้องต้นอย่างไร วันนี้ K-Expert ขอนำประสบการณ์ที่เคยให้คำปรึกษามาสรุปเป็นข้อสังเกตให้ได้พิจารณาครับ
ก่อนอื่นเลย ขอให้เลิกโทษ “ดวง” ครับ บางท่านก็พยายามสรุปสิ่งที่เกิดกับตัวเองว่าเป็นเพราะดวงชงบ้าง ฟ้าลิขิตบ้าง แต่การจะโทษโชคชะตานั้น จริงๆ แล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะมันเป็นการปิดโอกาสที่จะทำให้เราได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองเสียมากกว่า อย่างผมเองเป็นคนที่ปลูกต้นไม้ไม่ค่อยขึ้น ครั้นจะไปมองตัวเองว่าเป็นพวกมือร้อนเลยปลูกไม่ได้ หรือโทษว่าฟ้าฝนไม่เป็นใจแล้ว ก็คงไม่มีทางปลูกต้นไม้ได้ดีไปตลอดชีวิตแน่ๆ ดังนั้น ทางออกที่ดีกว่าคือ ค้นหาข้อมูลรวมทั้งศึกษาจากคนที่ปลูกแล้วสำเร็จมาใช้กับตัวเอง แม้ช่วงแรกยังทำไม่ได้ก็ลองปรับไปเรื่อยๆ และก็มีแนวโน้มจะพบสูตรที่เหมาะกับตัวเอง
ผู้ที่เป็นนักลงทุนก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่ หากต้องการ “แก้ดวง” เรื่องกำไรน้อยขาดทุนเยอะ ก็จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าคนที่ลงทุนแล้วรวยกับไม่รวยมีการตัดสินใจแตกต่างกันอย่างไร แต่ก็ขอให้ตระหนักว่าของพวกนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เราจะลอกเลียนคนอื่นภายในครั้งเดียวหรือในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ต้องอาศัยการทดลองปรับให้เข้ากับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้
เรื่องการลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น เคยมีการศึกษาไว้ในเรื่องของการเงินเชิงพฤติกรรม ผมแนะนำหนังสือชื่อ The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli ก็จะพอช่วยเปิดมุมมองได้มากพอควร พฤติกรรมที่ขอหยิบยกมา 3 เรื่องคือ (1) เสียดายตังค์... ขาดทุนแล้วไม่กล้าตัดใจขายทิ้ง (2) ยึดติด... คิดว่าจะต้องกลับมาดีเหมือนในอดีตแม้สถานการณ์เปลี่ยนไป และ (3) ใจเร็วด่วนได้... ลงทุนแล้วกำไรหน่อยเดียวก็เอา ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้เรากำไรน้อยขาดทุนเยอะ เรื่องแรกเป็นคำถามคลาสสิกด้านพฤติกรรมศาสตร์ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเราซื้อตั๋วหนังเข้าไปนั่งดูโดยหวังว่ามันจะสนุกสมที่รอคอยแล้ว แต่พอฉายไปไม่นานกลับพบว่าไม่สนุกเอาเสียเลย คำถามคือเราจะเลือกทำอย่างไรระหว่าง (ก) ทนนั่งดูต่อไป กับ (ข) ตัดใจเดินออกจากโรงหนังตอนนั้น...
คนส่วนใหญ่จะตอบว่านั่งดูต่อไปทั้งๆ ที่ไม่ชอบ ด้วยเหตุผลหลักคือเสียดายเงิน สิ่งนี้ภาษาเทคนิคว่า Sunk Cost Fallacy คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับทุนที่เราจ่ายไป เพราะอย่างไรเสียเราก็จ่ายเงินนั้นไปแล้วไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม การที่เราทนนั่งในโรงหนังต่อไปย่อมแปลว่าเงินก้อนนั้นเราจ่ายเพื่อให้เกิดความทุกข์ ดังนั้น หากคิดอย่างมีเหตุผลแล้ว เราควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นให้ชีวิตมีความสุขมากกว่า เช่นเดียวกับการลงทุนที่หุ้นตกหรือกองทุนร่วง หากเห็นท่าไม่ดีแล้วก็ควรตัดใจสับเปลี่ยนไปตัวอื่นที่มีแนวโน้มจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับเราดีกว่า
ส่วนพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของนักลงทุนประการต่อมา คือการยึดติดราคาที่เคยซื้อขายในอดีต สิ่งนี้มักเกิดในเวลาที่หุ้นร่วง คือเราก็มักจะกอดมันไว้หรือไปช้อนซื้อเรื่อยๆ โดยหวังว่าเดี๋ยวราคาก็จะกลับขึ้นไปเหมือนเดิม สิ่งนี้ภาษาเทคนิคเรียกว่า Anchoring Bias คืออคติที่เกิดจากการยึดมั่นกับสิ่งที่เคยพบมา ทั้งนี้ หากเราใช้เทคนิคซื้อถัวกับหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ถูกปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงานมากระทบ เช่น ความกังวลของตลาดโดยรวม ก็คงไม่เป็นอะไรเพราะราคาหุ้นก็จะกลับไปสะท้อนพื้นฐานของมัน
แต่ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อ “พื้นฐานหุ้นเปลี่ยนไปแล้ว” คือกลายเป็นร่วงแล้วร่วงเลยไม่กลับมาอีก สุดท้ายผู้ลงทุนทนต่อไปไม่ไหวก็มักจะขายแถวราคาที่ต่ำเกือบจะที่สุด คือตอนที่ราคานอนแน่นิ่งไปแล้ว ดังนั้น แนะนำให้สอบถามแหล่งข้อมูลก่อนว่าราคาร่วงลงมาเป็นเพราะอะไร พื้นฐานเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าร่วงเพราะพื้นฐานเปลี่ยนก็ควรตัดใจขายทิ้ง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ใจเย็นๆ รอจังหวะเข้าเก็บ
สุดท้ายเป็นเรื่องกำไรนิดหน่อยก็เอา ภาษาพฤติกรรมการเงินเรียกว่า Action Bias คืออคติโน้มเอียงไปว่าขอทำอะไรสักอย่างเผื่อว่าอะไรมันจะดีขึ้น จึงเกิดการลงทุนลักษณะขอเข้าไปเคาะซื้อเคาะขายสักหน่อยดีกว่า ซึ่งจริงๆ แล้ว คนที่ลงทุนแล้วรวยมักพบว่าพวกนี้อดทนพอที่จะถือยาวได้ ผมชอบตัวอย่างของนักลงทุน เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน (Sir John Templeton) ซึ่งประสบความสำเร็จหลังกล้าซื้อหุ้นตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตอนนั้นตลาดหุ้นร่วงถึงขึ้นเลือดสาดเต็มกระดาน ที่น่าสนใจคือ ท่านอดทนรอให้หุ้นขึ้นไปกำไร 300% ภายใน 4 ปีแล้วค่อยขาย ซึ่งหากเป็นเราคงรอถึง 4 ปีไม่ได้
ก็อาจลองถามตัวเองสักสองข้อว่าหากหุ้นร่วงแรงๆ ในภาวะที่ทุกอย่างดูเป็นวิกฤตแล้วเราจะกล้าเข้าซื้อไหม และหากหุ้นขึ้นมาแล้วเราจะอดทนรอให้กำไรงอกงามเต็มที่ก่อนโดยไม่ใจเร็วตัดขายก่อนไหม หากตอบว่าไม่ใช่ข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสองข้อ ก็ไม่ใช่ผิดอะไรนะครับ แค่เป็นเรื่องที่เราจะได้รู้ตัวเองและหาวิธีปรับแก้กันต่อไป
วันนี้ผมขอลงท้ายด้วยวลีของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งจุดประกายความคิดว่า ควรจะปรับเปลี่ยนวิธีการหากต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างจากเดิม “Insanity is doing the same thing over and over again, but expecting different results” ขอให้ประสบความสำเร็จจากการลงทุนครับ







