
ภารกิจ‘วุฒิชาติ’ ดันทางคู่ กู้ชีพรถไฟฯ
นับว่าเป็นภารกิจสุดหินสำหรับ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการฟื้นฟู รฟท.
โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์
นับว่าเป็นภารกิจสุดหินสำหรับ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการฟื้นฟู รฟท. ที่ผลการดำเนินงานขาดทุนทุกปีจนต้องแบกภาระหนี้สินสะสมกว่า 1 แสนล้านบาท ตลอดจนภาพลักษณ์องค์กรที่ย่ำแย่ สวนทางกับความถี่รถไฟตกราง
“ปัจจุบันรถไฟมีทางวิ่งบริการกว่า 4,000 กิโลเมตร เป็นทางคู่ไม่ถึง 500 กิโลเมตร จึงต้องทำทางคู่ทั้งหมดทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์การเดินรถ ผมมีแนวคิดว่าเส้นทางรถไฟสายใด ถ้าต้องการสร้างให้เร็วก็ให้เอกชนลงทุน ปัง...ลงเข้าไปโครมเดียว รถไฟก็ผ่อนจ่ายเอกชนไป ส่วนจะให้กี่ปีต้องดูมูลค่าการลงทุน คูณด้วยระยะเวลาที่จะจ่ายเงินคืน เช่นเดียวกับโมเดลบีทีเอส หรือหากเอกชนสนใจเข้ามาวิ่งรถด้วยก็มาจ่ายค่าวิ่ง กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ซึ่งตอนนี้นักธุรกิจหลายกลุ่มและผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้ง บริษัท ปตท. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ก็สนใจ ผมก็จะลองดูในส่วนของผมว่าเป็นไปได้หรือไม่” วุฒิชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
วุฒิชาติ ระบุว่า รฟท.จะเสนอโครงการรถไฟทางคู่ 4 เส้นทางให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเพิ่มเติม คือ เส้นทางมาบกะเบา-จิระ, ลพบุรี-ปากน้ำโพ, นครปฐม-หัวหิน และประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร จากที่ ครม.อนุมัติไปแล้ว 2 เส้นทาง คือ คลองสิบเก้า-แก่งคอย-ฉะเชิงเทรา และชุมทางจิระ-ขอนแก่น ที่จะประมูลเร็วๆ นี้
“ได้หารือกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าทำอย่างไรในเรื่องกระบวนการอีไอเอจะช่วยขับเคลื่อนระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบรางออกมาได้เร็ว โดยจะมีการตั้งคณะทำงานออกมาร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่าโครงการต่อไปนี้จะไม่ช้า เพราะโครงการเหล่านี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรและการขนส่งสินค้าในภาพรวมได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งการลงทุนรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ จะตอบโจทย์การให้บริการขนส่งทางภาคเหนือตอนบน”
วุฒิชาติ บอกว่า “ความตั้งใจของผม คือ ถ้าได้อยู่นานก็ทำรถไฟทางคู่ให้ได้อย่างน้อย 6 เส้นทาง โดยทั้ง 6 เส้นทางจะเปิดประมูลให้ได้ในปี 2558 ส่วนทางคู่ระยะที่ 2 อีก 8 เส้นทาง ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบ คาดว่าในปี 2559 จะเปิดประมูลได้ และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม พูดหลายครั้งว่า หากเอกชนสนใจที่จะลงทุนเส้นไหนก็อาจเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน แต่คงไม่ใช่เปิดหมดทุกเส้น”
พร้อมกันนั้น รฟท.มีแผนว่าภายในปี 2560 จะนำหัวรถจักรไฟฟ้ามาวิ่งให้บริการในเส้นทางระยะสั้นๆ เพราะปัจจุบันทั่วโลกเหลือหัวรถจักรรถไฟที่เป็นดีเซลเพียง 20% เพราะเปลี่ยนไปใช้หัวรถจักรไฟฟ้ากันหมด เพราะมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงต่ำกว่าในระยะยาว
วุฒิชาติ ย้ำว่า “หากคุณไม่ทำเดี๋ยวนี้รถไฟก็จะมีแต่ตายกับตายไปเรื่อยๆ เพราะขยับอะไรไม่ได้เลย หากคิดจะกู้ๆ อย่างเดียว ก็ต้องดูขีดความสามารถของรถไฟว่ากู้เงินได้หรือไม่ หนี้สินของรถไฟเป็นอย่างไร สมมติว่าผมถามว่า รถไฟกู้แบงก์ได้หรือไม่ คงไม่มีแบงก์ไหนให้กู้ แต่ถ้าให้เอกชนมาร่วมลงทุน ผมว่าเขาคงไม่มองว่ารถไฟมีหนี้อย่างเดียว เพราะการรถไฟเสมือนจะลูกชาวนา แต่จริงๆ แล้วเป็นราชาที่ดิน เราต้องคิดบริหารจัดการที่ดินอย่างไร”
สำหรับแนวคิดในการบริหารทรัพย์ของ รฟท. โดยเฉพาะที่ดินในทำเลทองนั้น วุฒิชาติ กล่าวว่า วันนี้การเจรจาระหว่าง รฟท. และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ในการนำที่ดินรฟท.ไปแลกหนี้สิน ยังไม่จบ โดยอยู่ระหว่างการเจรจาและจากการประเมินราคาที่ดิน เฉพาะที่ดินมักกะสัน 497 ไร่ มูลค่าเบื้องต้นอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท
“ต้องพิจารณาด้วยว่าธนารักษ์จะเอาที่ดินมักกะสันไปทำอะไร หากมีผลประโยชน์มากมาย แล้วมาให้รถไฟน้อยก็คงไม่โอเค แต่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ยังตอบไม่ได้ ต้องดูราคาประเมินที่ดินก่อน ซึ่งเบื้องต้นประเมินมูลค่าว่าอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท แต่ถ้าเขาให้ 3 หมื่นล้านบาท เขาพูดได้ แต่เรารับหรือไม่ ต้องดูเหตุและผล เหมือนคุณจะมาขอลูกสาวผม ตกลงเรื่องสินสอดไม่ได้ก็ต้องจบ แต่เงื่อนไขการเจรจาเป็นไปได้หมด คาดว่าภายใน 2 เดือนจะรู้ผล เพราะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องนโยบาย”
ส่วนการพัฒนาที่ดินแปลงอื่นๆ เช่น ที่ดินบางซื่อ รฟท.จะทำเป็นศูนย์ขนส่งเท่านั้น จะไม่มีการนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ ส่วนที่ดินบริเวณ กม.11 นั้น พล.อ.อ.ประจิน ขอให้จัดสรรที่ดินผืนนี้เป็นสวัสดิการของคนรถไฟ เช่น ที่อยู่อาศัย ส่วนที่ดินแปลงที่เป็นไฮไลต์ คือ ที่ดินสถานีแม่น้ำเนื้อที่ 277 ไร่ รฟท.จะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยจะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนา ซึ่งก็มีคนมาเสนอทำเป็น “Bangkok Eye” เหมือน “London Eye” เพราะที่ดินตรงนั้นสวย ขณะที่ในปัจจุบันที่ดินติดริมแม่น้ำหายาก
นอกจากนี้ รฟท.ยังมีที่ดินทั่วประเทศ 2 แสนกว่าไร่ แต่ใช้ทางเชิงพาณิชย์ได้จริง 4 หมื่นไร่ ซึ่งได้สั่งให้ฝ่ายทรัพย์สินประเมินราคาใหม่แล้ว จากนั้นจะมีการปรับเพิ่มราคาค่าเช่าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ รฟท.มีรายได้เพิ่มจาก 2,000 ล้านบาท/ปี เป็น 2,500 ล้านบาท/ปี
วุฒิชาติ กล่าวว่า รฟท.ยังมีแผนสร้างศูนย์กระจายสินค้า หรือ “Container Yard” ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ 4-5 แห่ง เช่น หนองคาย เชียงใหม่ ศาลายา นครปฐม องครักษ์ ปทุมธานี ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้ รฟท. ตลอดจนร่วมมือกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เชื่อมรางรถไฟไปถึงท่าเรือหลักๆ คือ ท่าเรือแหลมฉบัง-มาบตาพุด และหากเอกชนสนใจลงทุนเราก็พร้อมให้เข้ามาดำเนินการ ทั้งระบบรถไฟจักรและเครนยกตู้สินค้า
ด้านภารกิจรถไฟฟ้า วุฒิชาติ ระบุว่า บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และเป็นบริษัทลูกของ รฟท.จะมีการลงทุนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ส่วนต่อขยายพญาไท-ดอนเมือง ซึ่งหากโครงการเริ่มได้ตอนนี้ก็จะแล้วเสร็จใน 3 ปี และมีแผนลงทุนเส้นสุวรรณภูมิ-พัทยา-อู่ตะเภา โดยจะเปิดให้เอกชนร่วมทุน
“ตอนนี้รถไฟถือหุ้นแอร์พอร์ตลิงค์ 100% ถ้ามีเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนก็ต้องดูสัดส่วนการลงทุนให้ละเอียด จะแปลงทรัพย์สินเป็นทุนเท่าไร แต่คงไม่ให้เอกชนเข้ามาเป็นเจ้าของแน่”
ขณะที่การลงทุนรถไฟฟ้าสายสีแดงนั้น วุฒิชาติ กล่าวว่า มีหลายโครงการที่อยู่ในแผน ได้แก่ ส่วนต่อขยายบางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง 25.9 กิโลเมตร 44,712 ล้านบาท ส่วนต่อขยายธรรมศาสตร์ รังสิต-บ้านภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา 28 กิโลเมตร 4.3 หมื่นล้านบาท และรังสิต-ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 10 กิโลเมตร 6,000 ล้านบาท
“ผมเชื่อว่าหากก่อสร้างรถไฟทางคู่เสร็จ เราจะเพิ่มปริมาณเรื่องการขนส่งสินค้าได้มากกว่าเดิมเสร็จ ผมเชื่อว่าเราอยู่ได้สบายมาก ส่วนเป้าหมายการล้างหนี้ให้หมดคงเป็นไปไม่ได้ และถ้าจะให้เอาที่ดินไปแลกหนี้อยู่เรื่อยไปก็คงไม่ใช่ แต่เราจะทำให้ รฟท.มีประสิทธิภาพ พัฒนาคนเพื่อรองรับการเกิดขึ้นของรถไฟไทย-จีน และไทย-ญี่ปุ่น ขณะที่เป้าหมายในระยะนั้น รฟท.จะต้องมีรายได้ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายให้ได้ภายในปี 2560 และต่อไปคนรถไฟจะมีโบนัสแน่ มีตอนนี้ยังบอกได้ไม่ชัดว่าเมื่อไร อย่าง บริษัท ขนส่ง (บขส.) ที่ไม่มีโบนัส ผมก็ทำให้มีมาแล้ว” วุฒิชาติ ทิ้งท้าย







