
อาจผันผวนในช่วงครึ่งแรก มิ.ย. แต่เป็นโอกาสในการซื้อ
สรุปภาพตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา : ตลาดหุ้นไทยอยู่ในทิศทางปรับลดลงเกือบทั้งสัปดาห์จากการแสดงความเห็นถึงความเหมาะสมของการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ของประธานเฟด ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง กดดันต่อราคาน้ำมันดิบและหุ้นในกลุ่มพลังงานทั่วโลก นอกจากนี้ความกังวลต่อการชำระหนี้ของกรีซ ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาเป็นผู้ขายสุทธิ ทั้งนี้ปริมาณการซื้อขายในวันทำการสุดท้ายในสัปดาห์ที่ 39,747.16 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเกิดจากการปรับน้ำหนักการลงทุน (Rebalancing) ของหุ้นที่อยู่ในดัชนี MSCI ซึ่งจะมีผล ณ สิ้นวัน
สรุปภาพตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา : ตลาดหุ้นไทยอยู่ในทิศทางปรับลดลงเกือบทั้งสัปดาห์จากการแสดงความเห็นถึงความเหมาะสมของการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ของประธานเฟด ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง กดดันต่อราคาน้ำมันดิบและหุ้นในกลุ่มพลังงานทั่วโลก นอกจากนี้ความกังวลต่อการชำระหนี้ของกรีซ ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาเป็นผู้ขายสุทธิ ทั้งนี้ปริมาณการซื้อขายในวันทำการสุดท้ายในสัปดาห์ที่ 39,747.16 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเกิดจากการปรับน้ำหนักการลงทุน (Rebalancing) ของหุ้นที่อยู่ในดัชนี MSCI ซึ่งจะมีผล ณ สิ้นวัน
มีความเสี่ยงทางลงในช่วงสั้น แต่น่าจะใกล้การเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม : ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติเปิดสถานะขายสุทธิในตราสารล่วงหน้า SET50 (SET50 Index Futures) อย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณการขาย short ในวันที่ 28 พ.ค. สูงถึง 23,368 สัญญา นับได้ว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการซื้อขายดัชนีล่วงหน้า และสร้างจิตวิทยาเชิงลบต่อการลงทุนของนักลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาการซื้อขายในอดีตของวันที่นักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธิในระดับที่มากกว่า 10,000 สัญญาขึ้นไป เราพบว่าในบางครั้งตลาดหุ้นสามารถเริ่มปรับตัวขึ้นได้ทันที แต่ส่วนใหญ่ ตลาดหุ้นมันจะทรงถึงลงราว 3-10 วันก่อนที่จะเริ่มปรับขึ้น ดังนั้นแม้การขาย short ดังกล่าวอาจส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงต่อการปรับลงของตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่เราเชื่อว่าตลาดน่าจะเริ่มเข้าสู่ช่วงใกล้การเปลี่ยนแนวโน้ม
ตลาดหุ้นเกิดใหม่ มีโอกาสกลับมาดีกว่าตลาดพัฒนาแล้ว : ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging markets) เคลื่อนไหวแย่กว่า (Underperform) ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed market) ตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดัชนี MSCI World และ MSCI EM ที่ระดับ 1.70-1.80 เท่า เป็นจุดที่เราประเมินว่าหุ้นในตลาดเกิดใหม่จะเริ่มอยู่ในจุดที่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ดี และความน่าสนใจการลงทุนในระยะสั้นมากกว่าตลาดพัฒนาแล้วที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากพิจารณาตลาดหุ้นใกล้ตัวในภูมิภาค ได้แก่ ตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP และเอเชียเหนือ (North Asia) ผลตอบแทนนับจากต้นปี 2558 ของตลาดหุ้นในเอเชียเหนือ ซึ่งได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน อยู่ที่ 38%, 10%, 4.96% เทียบกับ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่ 1%, 0% และ 3% ตามลำดับ ถือว่าดีกว่ามาก ซึ่งเกิดจากการแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัวขึ้น ทั้งนี้ เรามองเศรษฐกิจของเอเชียเหนือมีความเชื่อมโยงกับสหรัฐและยุโรปมากกว่า Tip จึงทำให้ฟื้นตัวได้
เร็วกว่า อย่างไรก็ตาม เรามองกำไรบริษัทจดทะเบียนกลุ่ม TIP น่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุด ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดในกลุ่มนี้ฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป
การบรรลุข้อตกลงช่วยเหลือกรีซอาจยืดเยื้อกว่าที่คาด : กรีซมีกำหนดต้องชำระคืนหนี้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระหว่างวันที่ 5-19 มิ.ย.รวม 1,600 ล้านยูโร และยังมีหนี้สินที่ครบกำหนดชำระในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าอีกก้อนใหญ่ ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซนมูลค่า 7,200 ล้านยูโร ทั้งนี้ เราประเมินการบรรลุข้อตกลงรอบนี้อาจ
ยืดเยื้อจนถึงวินาทีสุดท้าย ซึ่งจะสร้างความกดดันต่อหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงต้นเดือน มิ.ย.ก่อนที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
ปัจจัยที่ต้องติดตาม : 1) การประกาศ GDP สหรัฐ วันที่ 29 พ.ค. 2) การประชุมธนาคารกลางยุโรป วันที่ 3 มิ.ย. และ 3) ข้อตกลงช่วยเหลือกรีซ ก่อนครบกำหนดชำระงวดถัดไป วันที่ 5 มิ.ย.
แนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุน : คาดตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบ 1,480-1,510 จุด ปัญหาหนี้กรีซที่ยืดเยื้ออาจกดดันตลาดลงทดสอบ 1,450 จุด ภายในครึ่งแรกเดือน มิ.ย. ซึ่งจะเป็นจุดซื้อที่สำคัญในรอบนี้ก่อนตัวเลขเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว เรามองนักลงทุนอาจเริ่มทยอยสะสมหุ้นราว 25% ในช่วงครึ่งเดือนแรก และเพิ่มน้ำหนักขึ้นเมื่อเข้าใกล้ช่วงปลายเดือน โดยเฉพาะหากดัชนีปรับลดต่ำกว่า 1,450 จุดลงมา กลุ่มธนาคารอาจปรับลดลงหาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกรอบ แต่จะเป็นจุดซื้อที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ของหุ้นกลุ่มธนาคาร หุ้นเด่น : CENTEL SPCG CPF SIRI SC SPALI SCC AOT ITD HMPRO MEGAหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค : SGP SUPER TGCI MBK TTCL TTA ARROW (นักลงทุนควรตั้ง stop loss หากหุ้นลง 3-5%)







